
ไขรหัสปรองดองฉบับ"เน"นิรโทษกรรม
หลังจาก "พรรคภูมิใจไทย" โดย "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคยืนยันเสียงแข็งว่าจะผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนที่ร่วมชุมนุมทางการเมือง ก็ทำให้กระแสเรื่องนี้โดดเด่นขึ้นมาทันที
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้เคยผ่านหูผ่านส.ส.ในสภามาก่อนหน้านี้แล้ว
เนื่องจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ได้เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรมาแล้วช่วงเดือนสิงหาคม 2552 โดยร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะครอบคลุมการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ถึงเมษายน 2552
ส่วนการนิรโทษแก่ประชาชนที่ร่วมชุมนุมในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จะเสนอร่างกฎหมายเข้าไปสู่การพิจารณาของสภาอีกหนึ่งฉบับ โดยการรวบรวมรายชื่อจากประชาชนที่เห็นด้วยเป็นฉบับประชาชนเสนอเข้าไปสู่สภา
เน้นไปที่ประชาชนที่เดินทางมาชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ รวมทั้งแกนนำบางคนที่ไม่มีเจตนาสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่ไม่มีความผิดทางอาญา
ทั้งนี้ การพิจารณาว่าควรจะได้รับการนิรโทษหรือไม่ให้ยึดสำนวนสอบสอนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ต้องการการปรองดอง และสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมืองให้เกิดขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมจะยกร่างนี้ขึ้นมาพิจารณา
และการที่ "เนวิน" ซึ่งประกาศยืนยันว่าไม่ยุ่งกับการเมืองแล้ว แต่เมื่อมาประกาศผลักดัน "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" โดยย้ำให้ส.ส.ช่วยกันเลื่อนระเบียบวาระเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาให้เร็วขึ้น
จึงทำให้ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะ "เนวิน" อยู่ในข่ายติดคุกทางการเมือง หลายฝ่ายจึงอดคิดไม่ได้ว่าการออกกฎหมายฉบับนี้จะไปเอื้อประโยชน์แก่นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองอยู่
เมื่อ "เนวิน" ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางการเมือง แต่ต้องการนิรโทษกรรมผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง พร้อมกับเปรียบเทียบความแตกแยกของคนในชาติ เมื่อครั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับปืนเข้าป่า ต่อสู้ล้มล้างระบอบการปกครอง แต่เมื่อนิรโทษกรรม ตามนโยบาย 66/23 ก็ไม่เห็นคนเหล่านั้นกลับเข้าป่าจับอาวุธต่อสู้ล้มล้างอีก โดยมองว่านิรโทษกรรมเป็นแนวทางหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความปรองดองแก่ชาติบ้านเมือง
ขณะที่ "ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ" ส.ส.ขอนแก่น ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมคงไม่สามารถสกัดกั้นการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับการนิรโทษไปแล้วในอนาคต แต่ถือเป็นแนวทางเริ่มต้นของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่พรรคภูมิใจไทยพยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เพราะจะมีคะแนนนิยมจากประชาชนที่เดือดร้อนโดยตรงโดยเฉพาะในภาคอีสาน "ประจักษ์" หัวเราะก่อนจะกล่าวว่า ทางพรรคพยายามผลักดันเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ส่วนคะแนนเสียงถ้าได้เพิ่มก็เป็นเรื่องดี
ด้าน "วิทยา แก้วภราดัย" ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่ายังไม่เห็นรายละเอียดของกฎหมายจึงต้องขอดูเนื้อหาก่อนว่าจะนิรโทษกรรมทั้งหมดหรือไม่อย่างไร มีโทษความผิดกี่ปีจึงให้นิรโทษกรรม คดีเผาทรัพย์สินราชการให้ขอบเขตการนิรโทษแค่ไหน ขอมาดูรายละเอียดก่อน
ทั้งนี้ ในวันที่ 16 กันยายน ในช่วงเช้าวิปรัฐบาลจะนำเรื่องนี้เข้าหารือกันในที่ประชุมก่อนจะตัดสินใจผลักดันร่างเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาอีกครั้งประกอบกับขณะนี้มีร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ของพรรคเพื่อไทย ก็เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาด้วยเช่นกัน
"สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะเห็นว่าสังคมขณะนี้กำลังหาทางออกเพื่อนำไปสู่การปรองดอง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จึงน่าจะเป็นแนวทางที่ดี เนื่องจากเป็นการใช้กลไกระบบรัฐสภา
"สมศักดิ์" ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ช่วงพฤษภาคม ปี 2535 สังคมถูกแบ่งฝ่ายเป็น "เทพ-มาร" ต่อมาได้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมความเป็น "เทพ-มาร" ก็หายไป เมื่อมาเทียบกับยุคนี้มีการแบ่งเป็น "สีเหลือง-สีแดง" จึงเห็นว่าถ้าใช้ระบบสภาออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม จะทำให้สีเหลือง-แดง กลายเป็นสีธงชาติได้
ที่สำคัญการใช้กลไกสภาถือเป็นทางออกที่ดี เพราะถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งการออกกฎหมายโดยผ่านความคิดเห็นที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในชั้นกรรมาธิการวาระ 2-3
ที่สำคัญปัญหาของชาติทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขการทำงานผ่านกลไกระบบสภาดีกว่าการผลักดันโดยกลุ่มคน องค์กรใดองค์กรหนึ่ง
แนวทางสร้างความปรองดอง โดยเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่อาจถูกจับตามากเป็นพิเศษก็ตรงที่ "เนวิน" เป็นผู้เสนอก็เท่านั้น !
สมถวิล เทพสวัสดิ์



