
ผมเป็นลูกค้า...ผมต้องการเห็นการแข่งขันเสรี
เป็นเรื่องค่อนข้างแปลกเอาการ ที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เชิญผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ไปพูดคุย เพื่อที่จะบอกว่าให้เก็บค่าธรรมเนียมที่เก็บจากลูกค้าในราคาเดียวกันหมด
เหมือนครูเรียกเด็กนักเรียนที่ยังไม่โตไปตักเตือนให้ทำการบ้านเหมือนๆ กัน อย่าลอกการบ้านและต้องตอบคำถามครูเหมือนกันหมด พร้อมบอกด้วยว่า “ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีก”
ผมอ่านข่าวเรื่องนี้แล้ว สรุปเหมือนที่เคยสรุปหลายปีก่อนว่าระบบธุรกิจเอกชนของไทยนี่ยังต้องมีการ “กำกับดูแล” ทุกขั้นตอน อย่างนี้แล้วเราจะมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติเขาได้อย่างไรหรือ?
ที่ “ตลก” สำหรับผมก็คือว่าการประชุมระหว่างผู้บริหารแบงก์ชาติ กับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ระดับสูงมากๆ วันนั้น “ได้ข้อยุติ” ว่า ค่าธรรมเนียมการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์รายย่อยระหว่างธนาคาร (NITMX Bulk Payment) ที่คิดอัตรา 12-100 บาทนั้น ให้ลดเหลือ 12 บาทตลอดสาย เริ่มวันที่ 15 ธันวาคม
ข่าวที่ออกมาบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงหลังจากการประชุมว่าการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมอื่นๆ จะมีการหารือกันในลำดับต่อไป โดยจะส่งรายละเอียดให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเป็นรายสถาบัน
ข่าวบอกด้วยว่าอีก 3 รายการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป คือค่าธรรมเนียมการฝากถอนข้ามเขต ทั้งบัญชีออมทรัพย์และบัญชีกระแสรายวันที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่คิดค่าบริการหมื่นละ 10 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ไปบัญชีกระแสรายวันคิดตั้งแต่ 10 บาท ถึง 50 บาทต่อรายการ
ค่าธรรมเนียมขึ้นเงินเช็คข้ามเขตคิดหมื่นละ 10 บาท หรือการโอนเงินข้ามธนาคารผ่านตู้เอทีเอ็ม ถ้าไม่เกิน 1 หมื่นบาท คิด 25 บาทต่อรายการ หากมากกว่า 1 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท คิด 35 บาท
ว่ากันว่า หากธนาคารยกเลิก “ค่าต๋ง” 3 รายการนี้ ก็จะสูญรายได้เป็นหมื่นล้านบาท
รัฐมนตรี กรณ์ จาติกวณิช ก็ทำอะไรที่แปลกๆ ตรงที่ว่า แทนที่จะไปพูดจากับธนาคารพาณิชย์เรื่องนี้ กลับไปเขียนบ่นในเฟซบุ๊ก คล้ายๆ จะเป็นการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการของธนาคารคนหนึ่งที่ไปเรียกข้อมูลทางการมาได้เท่านั้น
ในระบบทุนนิยมที่เรายังเลือกใช้อยู่วันนี้ ถ้าธนาคารกลางเรียกธนาคารพาณิชย์ไป บอกว่า “คุณค้ากำไรเกินควร” ต้องลดราคาบริการลงมาให้เท่ากันหมด ภาษาธุรกิจเขาอาจจะเรียกว่า “ร่วมกันกำหนดราคา” หรือ price-fixing ได้ใช่ไหม?
ผมไม่แน่ใจว่าที่เขาตกลงว่าให้ทุกธนาคารเก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์รายย่อยระหว่างธนาคารเป็น 12 บาทเหมือนกันหมดนั้น เป็น “เพดานสูงสุด” หรือเป็นการกำหนดตายตัว
เพราะในระบบการตลาดที่ส่งเสริมให้มีการแข่งขันเสรีเพื่อผู้บริโภคจะได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ค่าบริการควรจะต้องถูกกำหนดโดยตลาดเอง
หากว่าธนาคารพาณิชย์ของเรามีการพัฒนาความสามารถของบุคลากรและเทคโนโลยีอย่างที่ควรจะเป็น ก็ย่อมจะมีการแข่งขันกันอย่างคึกคัก โดยมี “ผู้บริโภค” เป็นตัวตั้ง
ธนาคารเล็กกับธนาคารใหญ่มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน มีคุณภาพของบริการคนละระดับกัน แต่ทุกคนต้องเข้ามาในตลาดเพื่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม จึงไม่มีใครสามารถมากำหนดได้ว่าคุณจะขายของที่ราคาเท่าไร
ก่อนหน้านี้ ประเด็นเรื่องธนาคารพาณิชย์ถูกซักถามเรื่อง “ส่วนต่างดอกเบี้ย” ที่สังคมตั้งประเด็นว่าเอารัดเอาเปรียบสังคมมากไปหรือไม่? หากธนาคารกลางเป็นผู้กำกับให้กติกาเป็นธรรมสำหรับการแข่งขัน และธนาคารพาณิชย์อธิบายได้ว่า “ส่วนต่าง” นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้บริโภคก็จะตัดสินเองว่าพวกเขาทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมต่อสังคมหรือไม่
แต่ก่อนนี้ สมาคมธนาคารประชุมกันเพื่อปรึกษาหารือเรื่องอัตราดอกเบี้ย ก็ยังถูกมองว่า “ฮั้ว” กันในลักษณะผูกขาดเลย
นี่จะมาตกลงเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งมีบริการไม่เหมือนกัน ข้อเสนอที่แตกต่างกันในสภาวะตลาดที่ต้องการการแข่งขันอย่างเสรีมากขึ้น มิใช่น้อยลง ธนาคารกลางจะไม่ถูกมองว่าเป็น “เจ้าภาพ” สั่งให้เขาตั้งวง “ฮั้ว” หรือ?
ในฐานะ “ลูกค้า” ในระบบเสรี การแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยมีเจ้าภาพคอยดูแลไม่ให้ใครล้ำเส้น ย่อมไม่มีใครสามารถ “ค้ากำไรเกินควร” ได้
สุทธิชัย หยุ่น
http://www.oknation.net/blog/black



