ข่าว

 ปัญญาสมาพันธ์ฯฟันธงสามปีผ่านไปคนไทยมั่นใจเศรษฐกิจมากขึ้น

ปัญญาสมาพันธ์ฯฟันธงสามปีผ่านไปคนไทยมั่นใจเศรษฐกิจมากขึ้น

15 ก.ย. 2553

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปฟังการแถลงข่าวของ “ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย” องค์กรที่เกิดจากการรวมตัวกันของนักวิชาการคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ 10 แห่ง

 โดยการนำเสนอผลงานครั้งล่าสุด ซึ่งสำรวจในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กับตัวอย่างคนไทย 8,000 คนกระจายทั่วประเทศ พบว่าตั้งแต่ปี 2551-2552 จนถึงปัจจุบัน คนไทยมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การนำมา "เล่าสู่กันฟัง”

 ผลการสำรวจยังพบว่า ปัญหาใหญ่ของชนชั้นกลางเวลานี้คือปัญหาปากท้อง โดยค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าบริโภคประจำวันมีความสำคัญมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือพฤติกรรมฟุ่มเฟือย เช่น การออกไปกินข้าวนอกบ้านของคนไทยลดลง แถมการทำอาหารรับประทานเองก็ลดลงด้วย โดยเปลี่ยนไปซื้ออาหารสำเร็จรูปมารับประทานแทน และมีไม่น้อยที่คิดจะดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลังให้น้อยลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังลดการไปดูหนังฟังเพลงหรือไปร้องคาราโอเกะลงมากด้วย รวมถึงการไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด มองในแง่ดีก็คือคนไทยรู้จักประหยัดขึ้น ใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ฟุ่มเฟือยน้อยลง แต่มีค่าใช้จ่ายด้านหนึ่งที่ผู้คนยังคงใช้เท่าเดิมคือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา

 ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือคนไทยกระตือรือร้นในการทำงานและสร้างรายได้มากขึ้น จากข้อมูลพบว่าคนไทยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการหารายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47 แทนการนอนทอดหุ่ยอยู่กับบ้าน

 เมื่อถามถึงอาการของคนสิ้นหวังไร้ที่พึ่งทางใจหันไปพึ่งโชคชะตาแทน พบว่าคนส่วนใหญ่ลดการดูหมอดูลงมาก ยกเว้นคนภาคอีสานที่มีแนวโน้มจะดูดวงมากขึ้น เช่นเดียวกับคนในเมืองที่นิยมดูหมอดูมากกว่าคนในชนบท นั่นอาจเป็นเพราะความเครียด ความแออัด หรือชีวิตที่ต้องแข่งขันมาก ฯลฯ ในสังคมเมือง

 ผลการสำรวจยังสามารถวิเคราะห์ได้อีกว่า คนไทยเริ่มมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจและแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลมากขึ้น มีความรู้สึกที่ผ่อนคลายลง และเมื่อให้ประเมินสภาพทางการเงินของตนเมื่อเทียบกับปี 2551 และ 2552 พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ในการสำรวจ คิดว่าฐานะทางการเงินของตนดีกว่าปีที่แล้วอย่างชัดเจน และในทางกลับกันอัตราร้อยละของคนที่คิดว่าสภาพทางการเงินของตนแย่กว่าปีที่แล้วก็ลดลงด้วยเช่นกัน 

 ที่น่าสังเกตอีกประการก็คือจากการศึกษาพบว่าคนไทยมีความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจลดลง กล่าวคือผลสำรวจชี้ชัดว่า คนไทยมีความเชื่อสูงว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะไม่แตกต่าง ไม่ผันผวนไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 เมื่อถามถึงความสุข คนไทยมีความสุขหรือเปล่าในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก และวิกฤติการเมืองของไทยที่กำลังเป็นอยู่ ผลสำรวจพบว่าครึ่งหนึ่งตอบว่ามีความสุขไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา และอีกร้อยละ 22 เห็นว่ามีความสุขกว่าปีที่ผ่านมา และมีไม่น้อยที่คาดว่าครึ่งปีหลังนี้จะมีความสุขมากขึ้น เพศหญิงตอบว่ามีความสุขมากกว่าเพศชายเล็กน้อย วัยรุ่นและผู้สูงอายุที่มีวัยเกิน 50 ปีตอบว่าในปีนี้มีความสุขมากกว่าปีที่ผ่านมามากกว่าผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน และชนชั้นกลางเป็นผู้ที่มีความสุขกว่าชนทุกชั้น

 แล้วคนภาคไหนล่ะที่ตอบว่ามีความสุขมากกว่ากัน คำตอบก็คือพี่น้องภาคใต้ถึงร้อยละ 78 ที่เห็นว่าตนมีความสุข (ทั้งๆ ที่มีเหตการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแทบทุกวัน) คนภาคกลางก็มีความสุขเฉลี่ยในเกณฑ์สูง ในขณะที่คนภาคอีสานและภาคเหนือมีความสุขเฉลี่ยในเกณฑ์ต่ำและต่ำสุดตามลำดับ และที่ตอบว่ามีความทุกข์มากไม่ด้อยไปกว่ากลับกลายเป็นคนกรุงเทพฯ   ...ก็แปลกดีเหมือนกัน  มิน่าถึงมีคำพูดว่าทุกข์สุขอยู่ที่ใจ ขึ้นอยู่ที่ว่าเรามีความพอใจ พอเพียง หรือว่าไม่รู้จักพอ

บัญญัติ คำนูณวัฒน์