ข่าว

วิธีคิดของตำรวจถึงคราวต้อง...เชนจ์ !

วิธีคิดของตำรวจถึงคราวต้อง...เชนจ์ !

15 ก.ย. 2553

“ต่อสู้ทางความคิด” สารวัตรปราบปรามสถานีตำรวจตำบลจอหอเล่าถึงขั้นตอนเริ่มต้นในการทำงานป้องกันและลดอาชญากรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามโครงการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม(ตมอ.)

ประสบการณ์ถูกถ่ายทอดด้วยท่าทีกระตือรือร้นและภาคภูมิใจ สารวัตรเล่าว่าแม้กระทั่งตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าชาวบ้านมีความคิดดีๆ มีความสามารถในการวางแผนป้องกันและลดอาชญากรรมในชุมชนของเขาที่แจ๋วไม่แพ้ตำรวจ ชาวบ้านรู้เส้นทางโจรดีกว่าตำรวจ ปัญหาอยู่ที่ว่าตำรวจมีวิธีการซื้อใจชาวบ้านจนกระทั่งชาวบ้านยอมเข้ามามีส่วนร่วมในการบอกเส้นทางโจรหรือไม่???

 บริบทที่ตำรวจคุ้นชินกับการทำงานแบบเดิมๆ ตามที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา หรือทำงานตามนายสั่งเข้าทำนอง “เยี่ยมครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน” โดยปราศจากการตั้งคำถาม ถกเถียง หรืออภิปราย นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าปฏิบัติการทำตามคำสั่งนายง่ายกว่าแล้ว ยังมีเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ถ้าพลาดจะได้รอดด้วยเพราะทุกอย่างปฏิบัติตามคำสั่งนาย ดังนั้นการได้มาซึ่งวิธีคิดและวิธีการที่ดีกว่าเดิมเพื่อให้การป้องกันและลดอาชญากรรมประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นนั้นจึงกลายเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่อยู่ในความสนใจของตำรวจไทย

 “คนทำไม่ได้คิด คนคิดไม่ได้ทำ” คืออุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการลดอาชญากรรมในบริบทวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรตำรวจซึ่งไม่แตกต่างจากองค์กรอื่นๆ เช่นกัน ดังนั้น พล.ต.ต.โกสินทร์  หินเธาว์ จึงชวนตำรวจ 10 จังหวัดทะลุกรอบคิดเดิมทำการศึกษาวิจัยรูปแบบและวิธีการนำพลังมวลชนร่วมลดอาชญากรรมโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการศึกษาวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)  โดยมีกุญแจดอกแรกที่สำคัญคือ “การปรับเปลี่ยนวิธีคิด” ให้ชาวบ้านคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโครงการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม(ตมอ.) ตำรวจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดโดยคิดว่าชาวบ้านคือผู้นำที่รู้ข้อมูลอาชญากรรมในชุมชนดีที่สุด ดังนั้น ตำรวจต้องเดินเข้าหาประชาชนเพื่อขอคำแนะนำ ขอข้อมูล ขอให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เข้าข่ายเปลี่ยนวิธีคิด ปรับกระบวนท่า และติดกระบี่ที่ใจ

 จากเดิมที่ผ่านมาตำรวจจะโทรศัพท์เรียกให้มวลชนที่มีจิตอาสามารวมตัวกันที่โรงพักและพากันขึ้นรถตระเวนออกตรวจหรือตั้งด่านโดยชาวบ้านบางคนแทบไม่ได้พูดหรือแสดงความเห็นในการทำงานแต่ละครั้ง ปรับเปลี่ยนเป็นตำรวจเข้าไปชักชวนให้ชาวบ้านตระหนักและเข้าใจสภาพปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่และร่วมกันแสวงหาภาคีเครือข่ายจัดตั้งองค์กรขึ้นในนาม “ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม”(ตมอ.) ซึ่งมีชาวบ้านเป็นประธานในการร่วมคิด ร่วมวิเคราะห์ ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติการ และร่วมประเมินผล นอกเหนือจากตำรวจจะได้ภาคีเครือข่ายที่รู้ปัญหาอย่างแท้จริงมาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” แล้ว ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัวในการปกป้องชุมชนของตนเอง และภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาของชาวบ้านก็จะดีขึ้น ดังตัวอย่างที่ชาวบ้านแหลมฉบังมอบกล้องซีซีทีวี จำนวน 11 ตัว มูลค่ากว่าสามล้านบาทให้สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง สังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และนายศักดิ์เกษม พงศ์เกาะ ประธานอาสาสมัครตำบลโคกสูง มอบรถยนต์สายตรวจแก่สถานีตำรวจตำบลจอหอ สังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เพื่อใช้ในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ เมื่อชาวบ้านเปลี่ยนวิธีคิดแล้ว เหล่าบรรดาตำรวจคงถึงคราวต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าถึงเวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดในการปราบปรามอาชญากรรม

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข