
ตั้ง"ยงยุทธ"แค่อุดรอยรั่ว
ในที่สุดที่ประชุมพรรคประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยก็มีมติเลือก "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" กลับมานั่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง
โดยเป็นการเสนอชื่อ "ยงยุทธ" เพียงคนเดียว เนื่องจากมี "ไฟเขียว" มาจาก "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ใกล้เลือกตั้ง "หัวหน้าพรรค" ค่อยว่ากันใหม่อีกที ช่วงนี้ถือว่าขัดตาทัพไปก่อน
แต่กว่าจะตัดสินใจได้ก็ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง โดยการประชุมครั้งนี้มี "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รักษาการหัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุม
ท่ามกลางกระแสข่าวการคัดค้านของกลุ่มส.ส.ภาคอีสาน เนื่องจากสนับสนุนให้ "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" มาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเห็นว่ามีประสบการณ์ทำงานด้านนิติบัญญัติ เหมาะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน
โดยบรรยากาศการประชุมมีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
แม้ว่า "พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตัดสินใจถอนตัวเป็น "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย" แต่เมื่อถึงเวลาลงมติเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่การลงมติกลับไม่ง่ายอย่างที่หลายฝ่ายคิด!
ดังนั้นระหว่างการประชุมก็มีเสียงเล็ดลอดออกมาว่า ในการโหวต "หัวหน้าพรรค" เกิดปัญหา ส.ส.เสียงแตก เพราะส่วนหนึ่งไม่พอใจที่ "ยงยุทธ" กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค
โดยเฉพาะส.ส.อีสาน อาทิ "พงษ์พันธุ์ สุนทรชัย" ส.ส.หนองคาย "ไพจิตร ศรีวรขาน" ส.ส.นครพนม กลุ่มพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย "ศักดา คงเพชร" ส.ส.ร้อยเอ็ด
โดย "ไพจิตร ศรีวรขาน" ส.ส.นครพนม ระบุว่าอยากให้มีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่เพื่อจะได้เดินหน้าเตรียมการเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถสู้ฝ่ายตรงข้ามได้ นอกจากนี้ยังเสนอเลื่อนการเลือกหัวหน้าพรรคออกไปก่อน
ซึ่งก่อนหน้านี้ "ไพจิตร" เคยคัดค้านการเลือกหัวหน้าพรรคในวันที่ 14 กันยายน มาแล้วครั้งหนึ่งต่อที่ประชุมส.ส.ภาคอีสานมาก่อน
ดังนั้นเสียงคัดค้านเรื่อง "ยงยุทธ" จึงมีแค่เสียงส.ส.ในภาคอีสานเท่านั้น
ด้าน "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พูดในที่ประชุมว่า การเลือกตั้งจะต้องยึดอำนาจรัฐให้ได้ จะต้องตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และขอให้ส.ส.ช่วยเหลือและเยียวยาคนเสื้อแดง เพราะถือเป็นกำลังหลักไม่เช่นนั้นจะไม่สามารต่อสู้กับอำนาจรัฐและฝ่ายตรงข้ามได้
ขณะที่ "ส.ส.ภาคกลาง และภาคเหนือ" ก็ยื่นคำขาดว่า อย่างไรวันนี้ (14 ก.ย.) ก็ต้องเลือกหัวหน้าพรรคให้ได้ หากไม่สามารถเลือกได้ก็จะเท่ากับเป็นผีหัวขาด และยังอ้างว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ก็ไม่ขัดข้องหาก "ยงยุทธ" จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีก
นอกจากนี้ ส.ส.ภาคกลางและภาคเหนือ ยังเห็นว่า ถึงแม้ว่า "ยงยุทธ" จะเป็นหัวหน้าพรรค แต่โครงสร้างส่วนอื่นก็ปรับเปลี่ยนได้ เช่น กรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คะแนนโหวต "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย" คนใหม่จะพบว่ามีคะแนนจากส.ส.เห็นด้วย 267 เสียง ไม่เห็นด้วย 6 เสียง งดออกเสียง 4 บัตรเสีย 2
จากนั้น "อิทธิเดช แก้วหลวง" ส.ส.เชียงราย กลุ่มของ "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้ลุกขึ้นเสนอจำนวนสัดส่วนคณะกรรมการบริหารพรรค 21 คน รองหัวหน้าพรรค 14 คน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบและให้เป็นการประชุมลับเพื่อคัดเลือก
ผลปรากฏว่าที่ประชุมเลือก "สุพล ฟองงาม" เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนรองเลขาธิการพรรค คือ "ชวลิต วิทยสุทธิ์" ส.ส.นครพนม ขณะที่เหรัญญิกพรรค คือ "ทวีศักดิ์ ทวีพรรณ"
สำหรับ "สุพล ฟองงาม" ส.ส.อุบลราชธานี อดีต รมช.มหาดไทย คว้าเก้าอี้ "เลขาธิการพรรค" ไปครองท่ามกลางความงงงวยของส.ส. เพราะ "สุพล" ถือเป็น "ม้านอกสายตา" เก็บเนื้อเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร สงบปากสงบคำ
ที่สำคัญสมัยที่นั่ง "รมช.มหาดไทย" ใครๆ ต่างรู้ดีว่า "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้สนับสนุน
ดังนั้น การที่ "สุพล" ได้เป็น "เลขาธิการพรรค" ถูกมองว่าเป็นการปูนบำเหน็จให้ "สุพล" ในฐานะส.ส.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่เป็นหัวใจของ "พรรคประชาธิปัตย์" ที่มี "รองหัวหน้า" อย่าง "วิฑูรย์ นามบุตร" ดูแลอยู่
ท่ามกลางปรากฏการณ์ "เผาศาลากลาง" ในภาคอีกสานจนบัดนี้ยังหา "มือสั่งการ" ไม่ได้
นอกจากนี้การตบรางวัลให้ "สุพล" ซึ่งถือว่าเป็น "เลขาธิการพรรค" ที่เงินในกระเป๋าแฟบที่สุดหากเปรียบเทียบกับ "สันติ พร้อมพัฒน์" เพราะความเป็นคนเงียบๆ เรียบง่ายไม่มีข้อโต้แย้ง
และมีรายงานว่า การเสนอชื่อ "สุพล" เป็นเลขาธิการพรรคท่ามกลางความประหลาดใจของส.ส.อีสาน โดยเฉพาะ "สุนัย จุลพงศธร" สัดส่วน ถึงกับคัดค้านเพราะเห็นว่าตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นตำแหน่งสำคัญ
จนในที่สุดต้องมีการประชุมลับเมื่อโหวต "สุพล" ก็คว้าเก้าอี้เลขาฯ ไปครอง เนื่องจากมีการหารือกันระหว่าง "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวทักษิณ กับ "สันติ พร้อมพัฒน์" มาล่วงหน้าแล้ว
โดย "เจ๊แดง" อ้างเหตุผลกับทักษิณว่า ตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นตำแหน่งใหญ่เป็นจุดขาย สามารถสร้างภาพลักษณ์และกระแสทางการเมืองรวมทั้งอุดรอยรั่วส.ส.ในภาคอีสานที่กำลังจะตีจากไว้ได้ระดับหนึ่ง
รวมทั้งทำให้คนอีสานอุ่นใจที่พรรคให้ความไว้เนื้อเชื่อใจให้ "สุพล" แม้เป็นส.ส.ไร้บารมี แต่พรรคก็ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคอีสาน
นอกจากนี้ "เจ๊แดง" ยังเลือกรองเลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าพรรคอีก 14 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมือไม้ใกล้ชิด
ถือว่าการเลือกตำแหน่งในกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ "เจ๊แดง" ซึ่งกำกับดูแลในพื้นที่ภาคเหนือได้ล้วงลูกไปถึงภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่กำกับดูแลของ "พายัพ ชินวัตร"
เพื่อตัดปัญหาภายในพรรคกรรมการบริหารพรรคครั้งนี้จึงให้ความสำคัญกับส.ส.สัดส่วน โดยให้มานั่งในตำแหน่งรองหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรคทุกภาค เพื่อแก้ภาพลักษณ์กระแสความตกต่ำในพรรคก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ส.ส. และมวลชน
แต่กรรมการบริหารพรรคทุกคนก็ต้องยินดีรับความเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิทางการเมืองหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองระหว่างนี้
ดังนั้นการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคครั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาภายในพรรคมากกว่าจะเน้นเตรียมพร้อมการเลือกตั้งครั้งหน้า
ฟันธงได้เลยว่า "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย" ใกล้ช่วงการเลือกตั้งคงต้องเลือกกันอีกครั้งอย่างแน่นอน!
ณยา ใจกาวัง /สมถวิล เทพสวัสดิ์



