
เหนื่อยแน่ ผบ.ตร.
มองภาพการเข้ารับมอบตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจาก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 ณ ห้องประชุม 1 แล้ว หนักใจแทน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ใหม่ล่าสุด
เนื่องจาก รอง.ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร. มีหลายท่านที่จะเกษียณอายุราชการ ในปี พ.ศ.2554
โดยหลักธรรมคติของชีวิตข้าราชการตำรวจ เมื่อเหลืออายุราชการอีกเพียง 1 ปี ก็จะทำงานให้น้อยลง เพื่อความปลอดภัย จะได้ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลหลังเกษียณ ในทางตรงกันข้ามผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องเวียนหัวบ้าง เพราะคนแก่จะจู้จี้จุกจิกนิดหน่อย
ส่วนที่ยังไม่เกษียณอายุราชการ ก็นับตัวได้ คนที่ว่าเก่งทั้งบู๊และบุ๋น หรือพวกที่เก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง หากไม่ทุ่มเทสุดตัวเพื่อสนับสนุนการทำงานของท่าน ผบ.ตร.อย่างจริงใจ ก็จะอันตรายสำหรับการดำรงตำแหน่งผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
บทบาทของพล.ต.อ.วิเชียร ขณะที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงและการเลือกตั้ง ก็ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูง เป็นที่ยอมรับจากสังคมและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง
แต่การบริหารงานองค์กรตำรวจในฐานะผู้นำ ที่ต้องปกครองผู้บัญชาการ และผู้บังคับหน่วย ซึ่งล้วนแต่มีฤทธิ์มีเดช มีที่มาที่ไปแต่ละตำแหน่งไม่ธรรมดา จำต้องอาศัย รอง ผบ.ตร., ผู้ช่วย ผบ.ตร. เพื่อช่วยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และเข้มงวดให้มากขึ้น เพื่อให้นโยบาย 4 ประการของท่าน ผบ.ตร.สัมฤทธิผลตามที่ประกาศไว้
ต้องขอร้องในฐานะที่มีเพื่อนเป็นนายตำรวจระดับนายพลเกือบร้อยคน ขอให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาศักดิ์ศรี เกียรติภูมิของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ให้ พล.ต.อ.วิเชียร เป็นผู้นำองค์กรตำรวจ เดินหน้าไปอย่างราบรื่น เนื่องเพราะหากมีเกียร์ว่างหรือจ้องวางยาผู้บังคับัญชา ความเป็นองค์กรก็ยิ่งตกต่ำ
เนื่องจาก การดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ต้องฝ่ามรสุมอิทธิพลทางการเมืองอย่างหนักอยู่แล้ว หรือแม้แต่ลูกน้องที่ต้องการให้มาทำงานยังเลือกแทบไม่ได้ หากต้องมารบรากับความเฉื่อยชาของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือการทุจริตประพฤติมิชอบด้วยก็เหนื่อยแน่
องค์กรตำรวจจะขับเคลื่อนไปทิศทางใดก็ขึ้นอยู่กับนายพลทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละ
คมพิทักษ์ราษฎร์



