
ศอฉ.ออก3ข้อห้ามม็อบแดงเคลื่อนกระทบปชช.
ศอฉ.ออกกฎเหล็ก 3 ข้อ ห้ามกลุ่มผู้ชุมนุมจัดกิจกรรมกระทบประชาชน หากฝ่าฝืนดำเนินการขั้นเฉียบขาด เตือนผู้ชุมนุมหากเขียนข้อความใส่ร้ายป้ายสี หรือชูป้ายหมิ่นเหม่ โดนหมด พร้อมสั่ง ทหาร-ตำรวจ เตรียมกำลังดูแล 3 วันอันตรายกว่า 5,000 นาย ประเมินกลุ่มผู้ชุมนุมต้อง
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 14 ก.ย.ได้มีการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุม โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ ตัวแทนเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยใช้เวลาในการประชุม 2 ชั่วโมง
หลังจากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. และ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวว่า ที่ประชุม ศอฉ.ได้มีการหารือถึงการจัดกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 17-18 และ 19 ก.ย.นี้ เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อแสดงสิทธิแนวความคิดตาม รธน. ที่ประชุมเข้าใจว่าการแสดงสิทธิของกลุ่มทางการเมืองตามสิทธิที่มีและมั่นใจว่าบรรดาแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง คงจะเป็นการชุมนุมที่เรียบร้อย เป็นไปตามข้อกฎหมาย และสงบ เพราะทุกคนหวังให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ อะไรที่ทำแล้วส่งผลกระทบต่อความรู้สึก หรือ ขาดความมั่นใจของประชาชน นักธุรกิจ ทาง ศอฉ.ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า มีข้อมูลบางส่วนชี้ไปลักษณะว่ามีกลุ่มที่ไม่หวังดีบางส่วนพยายามฉกฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ฉะนั้นในการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้านมั่นคง จึงต้องดำเนินการเพื่อให้การชุมนุมการแสดงสิทธิทั้งหลายเป็นไปตามข้อกฎหมาย โดยแนวทางปฏิบัติต่อการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น โดย ศอฉ.กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 3 ข้อ คือ
1.คงจะต้องมีการกำหนดกรอบการปฏิบัติให้ชัดเจนว่าแกนนำ หรือ กลุ่มผู้ชุมนุมนั้นสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง อะไรที่ทำแล้วผิดในข้อกฎหมาย หรือทำไห้เกิดการปั่นป่วนไม่สบายใจกับฝ่ายต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำได้ 2.ใช้การเจรจาโดยให้ตำรวจเป็นหลักในการเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงความรุนแรง หรือเหตุการณ์ที่จะบานปลายที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในอนาคต
และ 3. เจตนาของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลักว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองไม่ให้เกิดความวุ่นวายก็คงไม่มีปัญหาอะไร และคงเป็นเรื่องของดูถึงเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลักว่าได้สร้างความเดือดร้อนหรือไม่ หากทุกอย่างไม่ทำให้ประชาชนส่วนร่วมเดือดร้อนก็สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้การปฏิบัติทาง ศอฉ.ได้มอบหมายให้ตำรวจเป็นหลักในการปฏิบัติ ส่วนทหารอยู่ในที่ตั้งและพร้อมที่จะปฏิบัติการตามการร้องขอของตำรวจในการดูแลสถานที่ต่าง ๆ
ทางด้าน พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่ร่วมทำกิจกรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทุกอย่างเรียบร้อยดี ซึ่งตรงนี้เป็นจุดทีได้มีการพูดคุยกัน และกำหนดกรอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะคำนึงถึงความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะประชาชนที่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยปกติ
ทั้งนี้ ศอฉ. ได้กำหนดกรอบว่าสิ่งไหนกลุ่มผู้ชุมนุมทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งหลักการทำที่ทำไม่ได้เนื่องจากมีการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน อยู่แล้วชัดเจน โดย ผบ.ตร. และ ผบช.น. ได้เน้นย้ำ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปิดกั้นการจราจร ไม่ใช่ว่ามี 5-10 คน แล้วมาปิดถนนเรายอมไม่ได้ จะต้องดำเนินการทางกฎหมายเฉียบขาด ทั้งนี้หากการชุมนุมไปกระทบจุดใด และมีการปิดกั้นทางเข้าออกอาคาร หรือ ถนน ที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้พื้นที่ได้ เช่นกรณีจะไปวางดอกไม้หน้าเรือนจำทุกแห่งในวันที่ 17 ก.ย.นี้ ซึ่งนโยบายรัฐบาลระบุว่าสามารถดำเนินกิจกรรมได้ หรือ แสดงบทบาทก็จบกัน แต่ถ้าไปปิดกั้นตำรวจก็จะต้องดำเนินการ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ตำรวจได้ประสานงานกับเรือนจำทุกแห่งในการให้กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถทำกิจกรรมได้บริเวณฟุตบาท แต่ในพื้นที่เรือนจำทุกแห่งเป็นพื้นที่ห่วงห้ามหากเข้าไปทางกรมราชทัณฑ์ก็จะดำเนินการ ส่วนวันที่ 18 ก.ย. ไม่ว่าจะมีการเดินทางไปไหน โดยเฉพาะแรลลี่ตั้งแต่ในพื้นที่ กทม. ไปจังหวัดเชียงใหม่ สามารถดำเนินการตามปกติได้ แต่ต้องไม่กระทบกับสิทธิของผู้อื่น ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้น ทาง ผบ.ตร. ได้มอบหมาย บชน. ดูแลในพื้นที่ กทม. ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดได้มอบให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรแต่ละภาคเป็นผู้ดูแล ส่วนวันที่ 19 ก.ย.ที่มีการจัดกิจกรรมหลายแห่งได้มอบหมายให้ ผบช.น. และ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 5 และ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ดูแล ทั้งนี้ 2-3 พื้นที่ที่เรารับนโยบายมาคือจะต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของประชาชนโดยปกติ ต้องไม่มีการปิดกั้นถนน ต้องไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ไม่ว่าจะไปตั้งเครื่องเสียงขนาดใหญ่ส่งเสียงผู้อื่นไม่ได้
“การชุมนุมจะต้องไม่ยืดเยื้อ ตำรวจจะต้องยึดถือตามนโยบาย และจะต้องไปพูดคุยกับกลุ่มแกนนำตั้งแต่วันนี้ ท่านสามารถแสดงกิจกรรมได้แต่จะต้องอยู่ในกรอบ การจะยืดเยื้อตั้งเวทีต่าง ๆ จะต้องไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และ ศอฉ. จะมีคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ทั้งตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ และหน่วยงานด้านกฎหมายของประเทศทั้งหมด มาวิเคราะห์ และกำหนดกรอบกติกาให้กับผู้ปฏิบัติ สิ่งไหนที่อยู่ในข่ายผิดกฎหมายต่าง ๆ สำหรับกิจกรรมในวันที่ 19 ก.ย. ทั้งใน กทม. และ พื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ กรณีการปล่อยลูกโปร่ง สามารถทำได้ แต่การปล่อยลูกโปร่งที่มีข้อความต่าง ๆ มีกฎหมายกำกับอยู่ เช่นการปลุกปั่นยุยง หรือ บิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งผิดกฎหมายทางตำรวจจะต้องดำเนินการ หรือไปใส่ร้ายผู้อื่น ถ้าผู้เสียหายแจ้งความตำรวจก็จะต้องดำเนินการต่อไป หากเป็นข้อความปกติก็ไม่มีปัญหา ส่วนข้อความชูป้ายผู้ที่ชูป้ายจะต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้หากการจับกุมส่งผลการขยายเหตุการณ์ต่อไปก็จะมีการบันทึกภาพเพื่อขอออกหมายจับต่อไป อย่างไรก็ตามขั้นต้นจะมีการเจรจาตักเตือนไว้ก่อน ส่วนการจุดเทียน หรือ ผูกผ้า ทำได้ แต่จะต้องอยู่ในเงื่อนไข” พล.ต.ต.ปิยะ ระบุ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ศอฉ.ไม่ได้ปิดกั้นในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพียงแต่ขอให้อยู่ในกรอบกติกา นอกจากนั้นคงจะต้องเตือนไว้ด้วยว่าในหลายกรณีที่อาจจะหมิ่นเหม่หรือไปก้าวล่วงในสิ่งที่ไม่บังควร ในหลายกรณีเช่นเป็นข้อหาที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้มาแจ้งความดำเนินคดี หากตำรวจเห็นสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที ทั้งนี้หากกลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินกิจกรรมเหมือนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตรงนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่หากฝ่าฝืนก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายตาม พรก.ฉุกเฉิน และ กฎหมายอาญา
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบุคคลบางส่วนที่อาศัยสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นบุคคลไม่หวังดี ตำรวจก็จะต้องเข้าในการปฏิบัติ ทั้งการตั้งด่านตรวจ จัดชุดกวาดล้าง รวมถึงกวาดล้างเรื่องอาชญากรรม ทั้งยาเสพติด อาวุธสงคราม ซึ่งทหาร และฝ่ายปกครองจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการช่วยเหลืออยู่ โดยจะดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อความปลอดภัยทุกฝ่าย ทั้งประชาชน และในส่วนของผู้ชุมนุมเอง
พล.ต.ต.ปิยะ ระบุว่า ผบ.ตร. ได้กำหนดเป็นนโยบายให้กับทุกหน่วยออกเป็นแผนการปฏิบัติที่ชัดเจนในการดูแลพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และ ศอฉ. ซึ่งการจัดวางกำลังจะใช้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก ในส่วนของ กทม. จะกำหนดให้แต่ละพื้นที่มีผู้บังคับการตำรวจนครบาลเป็น ผบ.เหตุการณ์ในพื้นที่ โดยใช้วันที่ 17 ก.ย.มีการเตรียมกำลังประมาณ 600 นาย วันที่ 19 ก.ย. เตรียมไว้ 1,800 นาย และมีกำลังสนับสนุนจากกองทัพอีก 7 กองร้อย แต่ขณะนี้ตำรวจดูแลได้อยู่ ส่วนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ก็มีการเตรียมไว้ 1,800 นาย ประกอบด้วยกำลังในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบ จะมีฝ่ายสอบสวนในการบันทึกภาพนิ่ง และ วีดีโอ ต่าง ๆ ติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ โดยหากผิดจะดำเนินการทันที
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มีการพูดถึงเรื่องเอ็ม-79 ที่มีการระบาดในช่วงนี้ เพียงแต่ที่ประชุมเน้นหนักในการเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงวันที่ 17-18 และ 19 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวทางตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวน
เมื่อถามว่า ใครจะเป็นผู้ไปเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ตำรวจเป็นผู้เจรจา เนื่องจากขณะนี้ได้มีการจัดทีมงานเจรจาต่อรองอยู่ ซึ่งการเจรจาไม่ได้หมายถึงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งการจัดกิจกรรมในช่วง 3 วันดังกล่าว จะมีมากกว่า 1 กลุ่ม ทั้งนี้การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะดำเนินการเป็นคู่ขนาน โดยทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจะเป็น ผบ.เหตุการณ์รับผิดชอบ โดยจะใช้กรอบกติกาเดียวกันทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม การประเมินกลุ่มผู้ชุมนุมจากหน่วยข่าว จะมีการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ และไม่มีเจตนาเยื้อยื้อ และการชุมนุมก็ตามปกติ โดยในพื้นที่ กทม. ประมาณ 300-500 คน ส่วนที่เรือนจำก็ขึ้นอยู่ในแต่ละพื้นที่ ส่วนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จะมีกลุ่มแกนนำของ นปช.เดิม มีประมาณเป็นหลักพันคน โดยทาง ศอฉ.จะมีการประเมินทุกระยะ ขณะเดียวกัน ทาง ผบ.ตร. ได้มีการกำชับให้มีการเปิดให้มีการประชุมแบบคอนฟอร์เร้นทุกหน่วย ทุกวันในเวลา 10.00 น. ของทุกวัน ดังนั้นการข่าวก็จะเคลื่อนไหวอยู่ทุกวัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งเตรียมกำลังทหารเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจหากมีการร้องขอมา จำนวน 7 กองร้อย โดยทหารจำนวน 2 กองร้อย อยู่ที่ตั้งในกองทัพบก ส่วนอีก 5 กองร้อยอยู่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 โดยกำลังทั้งหมดจะมีการหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง โดยมี พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการรับผิดชอบเหตุการณ์ในพื้นที่ กทม.



