
หั่นพยานปชป.ศาลรธน.สอบนัดสุดท้าย18ต.ค.
"ศาล รธน." หั่นพยานปชป.เหลือ 14 ปาก-ไต่สวนนัดสุดท้าย 18 ต.ค. อดีตหัวหน้าพงส.แฉพิรุธเส้นทางเงิน ปชป.ใช้ใบเสร็จปลอม ยื่นหลักฐานเทปเสียง "ประจวบ" ให้การมัด ปชป.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ก.ต. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีนายชัช ชลวร เป็นประธานได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระทำการผิดพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 62 66 (2) (3) และพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 42, 82, 93, 94 (3) (4) (5) กรณีนำเงินที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้จ่ายไม่ตรงกับความเป็นจริง
ในการไต่สวนวันนี้มีพยานเข้าเบิกความรวม 3 ปาก ประกอบด้วย นายสุชาติ เกิดเมฆ ผู้บริหารบริษัทเกิดเมฆ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ และนายธงชัย คลศรีชัย ญาตินายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรค อย่างไรก็ตามก่อนการไต่สวนพยาน นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ขอยื่นคัดค้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเกรงว่าอาจมีส่วนได้เสียกับคดี โดยอ้างว่าหลักฐานที่จะยื่นเป็นหลักฐานใหม่ โดยศาลได้รับไว้พิจารณา
ขณะที่นายสุชาติยอมรับว่าได้งานทำป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยผ่าน น.ส.วาศินี ทองเจือ ผู้บริหารบริษัทแมคเน็ทชายส์ จำนวน 5,000 แผ่น ในราคาค่าพิมพ์แผ่นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 5 แสนบาท ส่วนค่าสีและวัสดุ น.ส.วาศินีเป็นผู้จัดหา โดยที่ตนไม่ได้ติดต่อกับบริษัทดังกล่าว และเมื่อทำงานเสร็จก็ได้รับเงินครบจากนางวาศินี ทั้งนี้ในการทำงานนั้นตนไม่เคยได้รับค่าจ้างโดยตรงจากพรรคประชาธิปัตย์เลย ส่วนเช็คคืนเงินจำนวน 2 ล้านบาทให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ยอมรับว่าเป็นเอกสารที่บริษัทของตนเป็นผู้ออกให้แต่ตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็น โดย น.ส.วาศินี ติดต่อโดยตรงกับนายกตัญญู รอดเรืองนาม หรือ สิงห์คำรณ พนักงานของบริษัทตน ซึ่งขณะที่เกิดเหตุ ตนมีงานมากและบ้านที่อาศัยกับโรงงานห่างกันจึงเซ็นชื่อในเช็คเปล่าไว้ให้พนักงาน เพื่อลงจำนวนในกรณีที่ต้องมีการสั่งซื้อของ โดยเช็คที่ลงนามและเกี่ยวกับพรรคมี 2 ฉบับ ฉบับแรก 1.3 ล้านบาท และอีกฉบับจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเช็คดังกล่าว น.ส. วาศินีจะเอาไปจ่ายให้ใคร แต่บอกเพียงว่าให้เขียนเป็นเช็คเงินสด
จากนั้นทนายของผู้ถูกร้องก็ได้ซักค้านให้ศาลเห็นว่าการที่ น.ส.วาศินี ให้บริษัทเกิดเมฆ ออกใบเสร็จแทนก็เนื่องจากไม่ต้องการให้บริษัทของ น.ส.วาศินีมีรายได้มาก ซึ่งจะทำให้ต้องรับภาระภาษีมากขึ้น ซึ่งนายสุชาติก็บอกว่าไม่ทราบเจตนาของ น.ส.วาศินี ที่ทำเช่นนั้น แต่ก็คงใช่เหตุผลดังที่ทนายอ้างมา และยืนยันว่า ช่วงที่ผ่านมาที่ไม่ได้เดินทางไปให้การต่อ กกต. หรือไม่มาเบิกความต่อศาลในนัดการไต่สวนครั้งที่แล้ว ไม่ได้เป็นเพราะถูกผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์นำไปเก็บตัวที่มาเก๊า ตามที่นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ แต่อย่างใด ที่ไม่มาเนื่องจากว่าไม่สบาย
แฉเทปลับ"ประจวบ"มัดคดียุบพรรค
จากนั้น พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ เบิกความว่า ได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สืบสวนคดีพิเศษที่อนุญาตให้พนักงานสืบสวนใช้อำนาจพิเศษในการให้ได้มาซึ่งข้อมูล ซึ่งก็คือการแฝงตัว โดยขณะนั้นนายประจวบ สังข์ขาว ไม่ได้ดำเนินธุรกิจบริษัทเมซไซอะแล้ว แต่ไปเป็นผู้จัดการอาบอบนวดเจ้าพระยา 1 จึงส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวไปพูดกับนายประจวบ และมีการบันทึกเทประหว่างพูดคุย ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานในชั้นสืบสวนสอบสวน แต่ไม่ได้นำส่ง กกต. เนื่องจากเห็นว่าเอกสารที่นำส่งนั้นเพียงพอแล้ว
พ.ต.อ.สุชาติเบิกความว่า เนื้อหาในเทปที่นายประจวบเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ระบุว่า เขาใช้ชื่อบริษัทเมซไซอะ ไปรับเงินจากทีพีไอให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะช่วงนั้นบริษัทเมซไซอะมีสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะขณะที่ก่อตั้งบริษัทก็ได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกพรรคหลายคน อาทิ นายไทกร พลสุวรรณ นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร ที่ยอมให้ใช้ชื่อนางสุพัชรี ธรรมเพชร บุตรสาว มาใส่เป็นกรรมการบริษัท หลังจากตั้งแล้วก็รับงานทำป้ายจากพรรคประชาธิปัตย์เรื่อยมา และตอนเกิดเหตุเป็นการเอาชื่อบริษัทไปรับเงินจากทีพีไอ 200 กว่าล้านบาท โดยไม่ได้ทำงานจริง แต่ใช้วิธีไปซื้อใบเสร็จปลอม และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบใบกำกับภาษีกับกรมสรรพากร และพบว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม จึงมาตามจับนายประจวบที่บ้านในเวลาหกโมง และนายประจวบก็เล่าว่าได้กระโดดหนี หลังจากนั้นได้โทรหาผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เพื่อขอให้ช่วย ตำรวจถามว่า นายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าทำไมไม่ให้ช่วยเหลือ นายประจวบจึงโทรหานายเทพไท เสนพงศ์ และนายเทพไทก็โทรหานายวิทยา แก้วภราดัย แล้วให้ “พี่จู๊ด” ที่เป็นตำรวจมาเคลียร์ และนายประจวบก็ขอให้พี่จู๊ดพาไปพบผู้ใหญ่ จนสุดท้ายเรื่องก็จบ
พ.ต.อ.สุชาติเปิดเผยอีกว่า ในเทปเสียงที่นายประจวบเล่าให้ฟังนั้น ยังพูดว่ามีผู้ใหญ่ในพรรครู้เห็นเรื่องนี้เป็นอย่างดี ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายวิทยา แก้วภราดัย นายเทพไท เสนพงศ์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน โดยเทปเสียงนี้มีความยาว 12.59 นาที หากศาลฟังจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งในเทปไม่ได้พูดถึงนายธงชัย เพราะนายประจวบบอกว่าข้อเท็จจริงคือเงินนี้เป็นเงินของพรรค และหลักฐานที่นำมาดำเนินคดี เช่น ใบสำคัญรับเงิน ใบฝากเงิน สำเนาเลขเช็คต่างๆ นายประจวบบอกว่ามีสำเนา 4 ชุด อยู่ที่ 4 คน คือ นายประจวบ ส.ต.อ.ทชภณ นายอภิสิทธิ์ และนายวิทยา
พ.ต.อ.สุชาติยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใบสำคัญรับจำนวน 14 ใบ ที่ลงชื่อนายประจวบทุกฉบับว่า น่าจะเป็นใบที่พรรคประชาธิปัตย์จัดทำขึ้น เนื่องจากมีแบบฟอร์มและลักษณะใบสำคัญรับคล้ายกับที่ น.ส.วาศิณี เคยให้การต่อศาลว่า ได้รับใบสำคัญรับจากพรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ไปเรียกเก็บเงินและพรรคให้ไปนำใบเสร็จตัวจริงมาแสดงในภายหลัง
“ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าจ่ายเงินค่าวัสดุจัดพิมพ์ป้ายทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้ไปซื้อของด้วยตนเอง แต่กลับให้บริษัทวัสดุออกใบเสร็จตรงถึงพรรคประชาธิปัตย์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีเคยวางแนวคำพิพากษาว่าเป็นการออกใบกำกับภาษีปลอม” พ.ต.อ.สุชาติกล่าว
ทนายปชป.ซัดพยานจ้องทำลายพรรค
จากนั้น นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายพรรคประชาธิปัตย์ ได้ซักค้าน โดยมุ่งทำลายน้ำหนักพยาน และชี้ให้ศาลเห็นว่า พ.ต.อ.สุชาติมีเจตนาจ้องทำลายพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ในชั้นดีเอสไอ ที่ตามกฎหมายไม่มีอำนาจที่จะมาสอบสวนคดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง รวมทั้ง พ.ต.อ.สุชาติก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงขนาดเมื่อไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีทีแล้ว ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงานตรวจสอบความเสียหายจากการลดค่าส่วนแบ่งสัมปทานมือถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานร่ำรวยผิดปกติ พ.ต.อ.สุชาติก็ยังสรุปว่า ไม่อาจประเมินความเสียหายจากการลดค่าส่วนแบ่งสัมปทานได้ และยังร่วมอยู่ในวอร์รูมที่พรรคเพื่อไทย เพื่อจะช่วยกลุ่ม นปช. เมื่อครั้งเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา นอกจากนี้ พ.ต.อ.สุชาติยังได้รับเงินช่วยงานศพบิดาจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จำนวน 2 แสนบาท ที่ให้เป็นค่าตอบแทนแลกกับข้อมูลในคดีนี้ หลังจากที่นำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หั่นพยานปชป.สอบนัดสุดท้าย18ต.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ก.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในฝั่งผู้ร้องเป็นนัดสุดท้าย และนัดสืบพยานฝั่งผู้ถูกร้องทั้งสิ้นจำนวน 14 ปาก จากที่เสนอมา 53 ปาก โดยกำหนดนัดแรกของผู้ถูกร้องเป็นวันที่ 27 กันยายน ประกอบด้วย นายอิศระ หลิมศิริวงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนกกต. ม.ล.ปทีป จรูญโรจน์ หัวหน้าคณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมือง นายคมสัน โพธิ์คง อดีต ส.ส.ร.ปี 2550 ส่วนวันที่ 4 ตุลาคม ประกอบด้วย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สงขลา ในฐานะอดีตรองเลขาธิกการพรรค นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา วันที่ 11 ตุลาคม ประกอบด้วย นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก นางอาภรณ์ รองเงิน เจ้าหน้าที่พรรค นางอรุณี รอยสูงเนิน เจ้าหน้าที่พรรค และวันที่ 18 ตุลาคม ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กทม. และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา และรมช.มหาดไทย



