ข่าว

ก้าวที่ถอยหลังลงคลองของการศึกษาญี่ปุ่น (2)

ก้าวที่ถอยหลังลงคลองของการศึกษาญี่ปุ่น (2)

14 ก.ย. 2553

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระทรวงศึกษาญี่ปุ่นได้ปรับหลักสูตรการศึกษาระบบใหม่เรียกว่า "ระบบการศึกษาที่ปลอดจากแรงกดดัน" มุ่งเสริมสร้างความสมดุลระหว่างเนื้อหาที่สอนกับการรู้จักนำความรู้นั้นไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งสามารถแสดงความเห็นเป็นตัวของตัวเอง แทนระบบก

ความล้มเหลวที่เห็นได้ชัดของระบบการศึกษาแบบเก่าที่เน้นการท่องจำก็คือการผลักดันให้นักเรียนนับหมื่นนับแสนคนต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมในตอนบ่ายตามโรงเรียนกวดวิชาต่างๆ เหมือนกับเด็กไทยในสมัยนี้ไม่มีผิด เพียงเพื่อหวังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้เท่านั้นเป็นพอ เพราะต่างได้รับการปลูกฝังเหมือนๆ กันว่าปริญญาเท่านั้นจะเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในอาชีพการงาน เงินเดือน รวมทั้งช่วยยกระดับฐานะทางสังคม

 นักวิชาการแดนอาทิตย์อุทัยหลายคนชี้ว่าข้อถกเถียงว่าจะรื้อระบบการศึกษาใหม่อีกครั้งนี้ สะท้อนถึงความกังวลลึกๆ ว่าประเทศควรหาทิศทางใหม่หรือไม่ หลังจากอิทธิพลที่เคยครอบงำโลกได้ค่อยๆ เสื่อมทรามลง จนกระทั่งถูกอดีตยักษ์หลับแดนมังกรสามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งได้แซงหน้ากลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกไปแล้ว ขณะที่ผู้นำการเมืองในโตเกียวเองมัวแต่มะงุมมะงาหราง่วนอยู่กับการแก้ไขปัญหาการขาดดุล ปัญหาสังคมสูงอายุและประชากรที่ลดน้อยลง

 "สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง" ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ซึ่งเชื่อว่าการปรับหาแนวทางใหม่จะเป็นก้าวที่ถูกต้อง ให้ความเห็น "ยิ่งปล่อยให้คาราคาซังนานออกไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลเสียต่อการแข่งขันทางศรษฐกิจมากเท่านั้น ไม่ต้องพูดไกลไปถึงเรื่องที่ว่าระบบการศึกษาของญี่ปุ่นไม่ได้สนองความต้องการของประชาชน ทั้งๆ ที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด"

 นักวิชาการอีกหลายคนชี้ว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางการศึกษาครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเดินหลงทางแล้ว ยังถอยหลังลงคลองอีกด้วย พร้อมกับยืนยันในความเชื่อที่ว่าการให้ความสำคัญต่อการสอนให้รู้จักคิดด้วยตัวเอง จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าถั่วจะสุก

 "แค่เพิ่มเนื้อหาในตำราเรียนให้มากขึ้นและหันไปเน้นเรื่องการท่องจำไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นแม้แต่น้อย" ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโซเฟียในกรุงโตเกียวให้ความเห็น "ญี่ปุ่นจำต้องลงทุนเพื่อผลิตคนที่มุ่งพัฒนาแนวคิดเป็นสำคัญ เพื่ออนาคตอันยาวไกลของประเทศ"

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์