
ปรองดองแบบหาความจริงแต่ไม่หาความผิด (เนี่ยนะ?)
"ประเทศไทยไม่ใช่เซาท์แอฟริกา เราไปสำรวจแล้วพบว่าไม่มีฝ่ายไหนทำขณะที่เกิดความขัดแย้ง แต่เราเอารูปแบบของเซาท์แอฟริกามาเป็นต้นแบบ แต่เราป้องกันไม่ให้เขามีตีกันอีก โมเดลประเทศไทย ขณะนี้ไม่ได้หาว่าใครผิดแล้วรับผิดชอบ
แต่เป็นการหาข้อเท็จจริงเพื่อเข้าใจปัญหาป้องกันความขัดแย้งอีก แต่เชื่อว่าคนไทยทุกคนไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงเสียเลือดเนื้ออีก ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้ทุกคนต้องช่วยกัน สุดท้ายที่ห่วงว่าจะไปซ้ำซ้อนกับปฏิรูป เรียนว่าชุดนี้เป็นการหาความจริง ทำอย่างไรไม่ให้เหตุเกิดขึ้นอีกในเชิงโครงสร้าง จะเห็นว่าแต่ละชุดมีภารกิจไม่ซ้ำกัน" (คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ไทยโพสต์ 8 ก.ค. 2553)
"การทำงานของคอป.ในแอฟริกาใต้ใช้เวลา 2 ปี ตั้งแต่ระหว่างปี 1995-1997 แต่กว่าจะเสร็จสิ้นการฟ้องร้องปี 2002 โดยไม่เน้นศึกษาเชิงโครงสร้าง แต่ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงควบคู่ไปกับคณะกรรมการเยียวยาดูแลเหยื่อ เห็นว่ากระบวนการมีความสำคัญมากกว่าผลลัพธ์ สุดท้ายรายงานครั้งนั้นคนผิวขาวไม่ยอมรับมากนัก แต่ได้รับการยอมรับจากผิวดำมากกว่า" (นายฮาเวิร์ด วานนี่ ที่ปรึกษาด้านการค้นหาความจริงสถาบันนานาชาติการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยุติธรรม จากเมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ กล่าวในงานสัมมนาที่จัดโดย คอป. ไทย กรุงเทพธุรกิจ 28 มิ.ย. 2553)
จากที่ชุดคำพูดที่ยกมา คงจะชี้ให้เห็นว่าเรื่องของความปรองดองที่พูดกันในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กระนั้นก็ตามก็เรียกได้ว่าคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลและมีนายคณิตเป็นประธานนั้นดูจะต้องรับแรงกดดันจากสังคมมากที่สุด และถ้าเทียบกับกรรมการชุดอื่นๆ ที่ตั้งโดยรัฐบาล ไม่ว่าจะชุดที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุดปฏิรูปประเทศ หรือการปฏิรูปสื่อ ก็พอจะพูดได้ว่างานที่คอป.ทำนี้ดูจะน่าสนใจที่สุด เพราะเกี่ยวพันกับความเข้าใจในเรื่องราวที่สุดแสนจะพิสดารที่ชื่อว่า
"การตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ"
ถ้าเราพิจารณาเรื่องนี้โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวหาคอป.ถึงความจริงใจและที่มาของคอป. คือให้ถือว่า(หรือต่อให้) คอป. มีความจริงใจและมีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ถูกตั้งมาเพื่อกลบประเด็นและสร้างภาพให้รัฐบาล เราก็ยังจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่สุดแสนจะพิสดารที่เรียกว่า "ความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ" อยู่ดี
ซึ่งความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาตินั้น นายคณิตเห็นว่าเป็นความจริงที่ไม่ได้มุ่งไปที่ความผิดและความรับผิดชอบ แต่เป็นความจริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก
แล้วใครจะไปหาความผิดและความรับผิดชอบดีล่ะครับคุณคณิต? โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทหารและรัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้ยิง/ฆ่าคนเสื้อแดง แต่ทหาร/รัฐบาลยังคงไว้ซึ่งกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้?) รวมไปถึงการแสวงหาความคุ้มครองในแง่ของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับการปรองดองเช่นกัน
เรื่องความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติเนี่ย ตกลงเราคิดเรื่องการปรองดองตรงกันแล้วหรือยัง ในแง่ที่ว่าเรามี "แนวคิด" ตรงกันก่อนจะหา "แนวทาง" และหา "ความจริงเพื่อกำหนดแนวทาง"
เพื่อความเป็นธรรมกับคอป. เราอาจไม่ต้องมีหรือเชื่อว่าเรามีแนวคิดที่ตรงกันก่อนกำหนดแนวทางก็ได้ แต่เราจะจัดความสัมพันธ์ของแนวคิดกับแนวทางอย่างไร และที่สำคัญต่อมาก็คือ เราต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงเรื่องการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ที่ผ่านมากับความจริงเพื่อแนวทางการปรองดองแห่งชาติ
คำว่า "การสร้างความจริงให้ปรากฏ" นั้นมีได้หลายความหมายมาก และเรามักจะคิดกันว่าความจริงอยู่นอกตัวเราและเราต้องหาให้เจอ แต่การสร้างความจริงให้ปรากฏบางครั้งอาจจะใกล้กับการสร้าง "คำอธิบาย" ความจริง เสียมากกว่า "ความจริง" ในตัวเอง และคำอธิบายความจริงนั้นอาจจะมีได้หลายทางเช่นกัน
ถ้าเรายังเห็นว่าความจริงในระดับของการฟ้องร้องและรับผิดนั้นสำคัญต่อการสร้างความปรองดอง เราควรเปิดพื้นที่ให้คำอธิบายความจริงหลายทางได้ปรากฏ เพื่อให้กระบวนการปรองดองเกิดขึ้นได้ รวมทั้งให้คำอธิบายความจริงที่เชื่อมความจริงเพื่อกำหนดแนวทางการปรองดอง และความจริงเพื่อนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้องหาผู้กระทำผิดของทุกฝ่ายเกิดขึ้นได้ด้วย
ในแง่นี้ อาจจะเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะมีทั้งส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในระดับความผิดและความรับผิดชอบด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปรองดองกันไม่ได้ในท้ายที่สุด



