
อำลาดงกล้วยหอมสู่บ้านหนองโสน เข้าสวนชมพู่เพชรแบบฉบับชาวบ้าน
ออกจากสวนกล้วยหอมทองส่งออกที่ อ.บ้านลาด มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรี เป้าหมายสุดท้ายของโครงการเกษตรทัศนศึกษากับโต๊ะข่าวเกษตร คม ชัด ลึก คือ สวนชมพู่เพชรพันธุ์สายรุ้งขนานแท้ ที่ ต.หนองโสน อ.เมือง จ.เพชรบุรี
ซึ่งเป็นสวนชมพู่เพชรที่ปลูกแบบฉบับของชาวเพชรบุรีขนานแท้ และเป็นสวนที่รัฐบาลไทยนำชมพู่เพชรไปให้ผู้นำอาเซียนรับประทาน เมื่อครั้งที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้
“ชมพู่เพชร” หรือ ”ชมพู่เพชรสายรุ้ง” เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของ จ.เพชรบุรี และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสุดยอดชมพู่ของประเทศไทย หรือสุดยอดชมพู่ของโลกก็ว่าได้ และที่สำคัญ ชมพู่เพชรสายรุ้งที่มีรสชาติอร่อยจะต้องปลูกในพื้นที่ ต.หนองโสน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เท่านั้น เพราะสภาพดินที่มีน้ำท่วมถึง มีปุ๋ยและอินทรียวัตถุอุดมสมบูรณ์ ที่เรียกว่า "น้ำไหลทรายมูล" มาทับถมไม่ขาดสาย เหตุนี้ชมพู่เพชรจึงเจริญเติบโตงอกงามให้ผลดี สีสวยและมีรสชาติอร่อย แตกต่างไปจากชมพู่เขียวที่มีอยู่เดิม
จะเห็นได้ในเวลาต่อมาว่า มีผู้ขยายพันธุ์ชมพู่เพชรไปปลูกบ้าง แต่รสชาติต่างกันอย่างชัดเจน ชมพู่เพชรสายรุ้ง มีตำนานไม่ชัดเจนนักว่าปลูกครั้งแรก ณ แห่งใด แต่มีความน่าเชื่อว่า น่าจะเป็นที่ อ.บ้านลาด เนื่องจากมีเรื่องเล่ากันว่า คนที่นำชมพู่เพชรมาปลูกเป็นคนแรกคือ พระครูญาณวิมล หรือพระครูญาณเพชรรัตน์ (หลวงพ่อพ่วง) อดีตเจ้าอาวาสวัดศาลาเขื่อน ต.ตำหรุ อ.บ้านลาด โดยหลวงพ่อพ่วงได้รับพระราชทานกิ่งตอนชมพู่จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นกิ่งชมพู่ที่ตอนจากต้นที่อยู่ในวังที่ประทับ เมื่อปี 2378 ครั้งแรกๆ เรียกว่า ”ชมพู่เขียวเสวย" เพราะเปลือกผลสีเขียว ตอนหลังกลายเป็นสีขาวอมเขียวนิดดุจดังสายรุ้งนั่นเอง
หลวงพ่อพ่วงนำกิ่งตอนชมพู่ดังกล่าวมาปลูกที่บันไดทางขึ้นกุฏิ และชมพู่ต้นนี้ตายเมื่อปี 2530 รวมอายุได้ 152 ปี ต่อมาระยะหลังมีการนำกิ่งพันธุ์ชมพู่ไปปลูกตามที่ต่างๆ ทั่ว จ.เพชรบุรี แต่ชมพู่ที่ปลูกบริเวณวัดชมพูพน ต.หนองโสน อ.เมือง จ.เพชรบุรี ให้ผลผลิตดีกว่าชมพู่ที่ปลูกในพื้นที่อื่นๆ
ขณะเดียวกันมีตำนานจาก ต.หนองโสน เล่าสืบต่อกันมาว่า คนที่เอาชมพู่เพชรสายรุ้งมาปลูกเป็นคนแรกใน ต.หนองโสน คือ นายหรั่ง แซ่โค้ว เกิดเมื่อปี พ.ศ.2438 ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำเมืองเพชรบุรี ฝั่งตรงข้ามวัดขุนตรา ซึ่งเดิมเรียกกันว่าบ้านสะพานยายนม
นายหรั่ง เป็นชาวหนองโสนโดยกำเนิด มีอาชีพค้าน้ำตาลทางเรือ ระหว่าง จ.เพชรบุรี-กรุงเทพฯ ต่อมานายหรั่งได้นำกิ่งตอนพันธุ์ชมพู่เพชรมา 3 กิ่ง ไม่ปรากฏว่ามาจากสวนแห่งใด ชมพู่เพชรทั้ง 3 กิ่งนี้ เป็นชมพู่เพชรรุ่นแรกที่นำมาปลูกในบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งริมน้ำมีดินดี มีความร่วนซุย น้ำท่วมถึง มีปุ๋ยและอินทรียวัตถุอุดมสมบูรณ์ จึงเจริญเติบโตงอกงามให้ผลดี สีสวยและมีรสชาติอร่อย ต่อมามีผู้ขอขยายพันธุ์ชมพู่เพชรไปปลูกบ้าง แต่เจ้าของไม่ประสงค์จะให้ขยายกิ่งพันธุ์ชมพู่เพชรไปปลูกแพร่หลาย ดังนั้นในระยะแรกชมพู่เพชรทั้งสามต้นจึงยังไม่ได้แพร่พันธุ์ไปปลูกในที่แห่งใด
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการขยายตอนกิ่งชมพู่เพชรออกจำหน่ายให้คนที่ต้องการในราคาประมาณกิ่งละ 200-250 บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่แพงมากในสมัยนั้น และภายหลังจากปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา กิ่งชมพู่เพชรก็เป็นที่แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ของ จ.เพชรบุรี แต่ไม่อร่อยเท่าที่ ต.หนองโสน
การทำสวนชมพู่เพชรตามแบบฉบับของชาว ต.หนองโสนนั้น จะเป็นสวนหลังบ้านคนละ 5-30 ต้น ไม่นิยมปลูกมาก เนื่องจากต้องใช้แรง อย่างปัจจุบันต้นชมพู่เพชรสายรุ้งมีอายุกว่า 30 ปีแล้ว ต้นสูง เวลาจะห่อหรือเก็บเกี่ยวต้องทำห้างถึง 3 ชั้น สูงราว 8 เมตร แต่เนื่องจากใน ต.หนองโสน เป็นตำบลที่อยู่ใกล้เมือง บ้านเรือนของชาวบ้านจะปลูกหันหน้าเข้าถนน ทำให้หลังบ้านติดกัน จึงมองเห็นว่า สวนชมพู่เพชรสายรุ้งกินพื้นที่กว้างนับร้อยไร่ แต่แท้จริงเจ้าของสวนชมพู่เพชรมีเฉลี่ยแล้วตกครอบครัวละกว่า 10 ต้นเท่านั้น และใต้ต้นชมพู่เพชรจะร่มรื่น เดินเล่นได้สบาย
ยุทธนา เหมืองเล็ก นายก อบต.หนองโสน เล่าว่า ชาวหนองโสนมีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม อันดับแรกคือทำนา แต่ที่บ้านพักแต่ละบ้านจะปลูกต้นชมพู่เพชรไว้หลังบ้าน ทำให้หนองโสนเป็นแหล่งใหญ่ในการปลูกชมพู่เพชร แต่ด้วยหลังบ้านติดกัน ทำให้สวนชมพู่เพชรหลังบ้านเชื่อมติดกัน ชาวบ้านจึงประหยัดในการทำห้าง คือทำต่อเชื่อมกันเลยเป็นสิบๆ บ้าน เห็นแล้วแปลกตาดี
“ชมพูจะออกลูกปีละถึง 5 ครั้ง ออกดกมาก เจ้าของต้องมีเวลามาห่อ มาเก็บอีก แต่ละต้นทำรายได้ให้เกษตรกรต้นละ 1.5-2 หมื่นบาทต่อปี แต่ละปีมีเงินสะพัดเข้าพื้นที่เฉพาะขายชมพู่เพชรหลายสิบล้านบาททีเดียว เพราะทุกวันนี้ราคาชมพู่เพชรถือว่าแพงที่สุดในบรรดาชมพู่ด้วยกันคือ ตกกิโลกรัมละ 100 บาท” นายก อบต.หนองโสนกล่าว
ด้านสำอาง สีนวล เกษตรกรวัย 53 ปี ชาวบ้านฉาง หมู่ 1 ต.หนองโสน บอกว่า ปลูกชมพู่เพชรขายมากว่า 30 ปี ปัจจุบันมี 40 ต้น โดยปลูกรอบๆ บ้าน กลางสวนขุดบ่อปลา บนพื้นที่ทั้งหมดราว 5 ไร่ แต่น่าเสียดายที่ผ่านมา ได้ฟันต้นชมพู่เก่าทิ้ง เพราะช่วงหนึ่งราคาชมพู่ตกต่ำมาก ตอนนั้นชมพู่ของตนต้นเล็ก ทำให้เก็บผลได้น้อย เฉลี่ยปีละ 500 ถุงต่อต้น แต่หากเป็นชมพู่ต้นใหญ่จะเก็บผลผลิตได้ปีละประมาณ 2,000 ถุงต่อต้น แต่กระนั้นจะมีรายได้จากขายชมพู่เพชรทั้งปีประมาณ 2 แสนบาท
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจเส้นทาง ที่โต๊ะข่าวเกษตรจะจัดโครงการเกษตรทัศนศึกษาในวันที่ 5 เมษายน 2552 นี้ เพื่อไปดูสวนกล้วยหอมทองส่งออกญี่ปุ่น รวมถึงกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน การชมสวนกล้วยไม้ตัดดอกขาย (ส่งออก) การเรียนในการขยายกิ่งพันธุ์ไม้ การชมสวนสมุนไพร และสุดท้ายคือ ไปชมสวนชมพู่ส่งออกตามแบบฉบับของชาวเมืองเพชรขนานแท้ สนใจร่วมเดินทางด้วยกัน สอบถามได้ที่ โทร.0-2338-3356-7 ค่าลงทะเบียน 1,819 บาท พร้อมอาหาร 3 มื้อ แถม “คม ชัด ลึก“ ฟรี 1 เดือน
กัมปนาท ขันตระกูล



