ข่าว

"มาร์ค"เย้ยบ้านเอื้ออาทรรัฐสวัสดิการล้มเหลว

"มาร์ค"เย้ยบ้านเอื้ออาทรรัฐสวัสดิการล้มเหลว

13 ก.ย. 2553

นายก"อภิสิทธิ์" ย้ำทำระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ดูทุกมิติเน้นปชช.มีส่วนร่วม ยันไม่ปรับภาษี เย้ยบ้านเอื้ออาทรเป็นรัฐสวัสดิการที่ล้มเหลว

(13ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง “การกำหนดให้สังคมสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติ” ในการสัมมนาเรื่องอนาคตสังคมไทยกับงานด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ในปี พ.ศ. 2559 ระบบสวัสดิการสังคมจะครอบคลุม รวมทั้งจะอยู่ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 เพื่อนำพาประเทศไทยสู่สังคมสวัสดิการ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีหลักประกันชีวิต ทั้งนี้อยากให้มองการจัดระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งสังคม เศรษฐกิจและการเมือง โดยในมิติด้านของสังคมเชื่อมั่นว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีหลักประกันที่มีความมั่นคงในชีวิต โดยในอดีตรัฐบาลทุกยุคสมัยใครก็ตามที่เข้ามาสู่การเมืองผ่านการเลือกตั้งของประชาชนก็ต้องการแก้ปัญหาเรื่องความยากจน ความมั่นคงในชีวิต แต่ต้องยอมรับว่าในอดีตการแก้ปัญหาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเฉพาะกิจ ยังขาดความชัดเจนเชิงระบบ และการบริหาร เช่น เรื่องของงบประมาณ แต่อยากจะย้ำว่าที่ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพราะไม่สามารถปล่อยให้เป็นไปตามที่เคยทำกันมาได้

 นายกฯ กล่าวอีกว่า จะเห็นว่าปัจจุบันประชาชนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิ ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจทำให้มีความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตหลายด้าน และนับวันจะเพิ่มขึ้นและขยายตัวขึ้นเป็นผลกระทบที่มาจากปัญหาเรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โลกร้อน โดยมีการนำทรัพยากรมาใช้จนเกิดความขัดแย้งโดยลำดับ ถ้าไม่มีรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นการแก้ปัญหาก็จะไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมีความพยายามมากเท่าไรแต่ก็ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน อาทิ ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย การบริการทางการแพทย์ เมื่อมีการสะสมหมักหมมก็นำสู่ปัญหาเชิงระบบ ทำให้มีความไม่เป็นธรรม เหลื่อมล้ำ จนกระทบกับความมั่นคงและการเมืองต่อไปด้วย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจว่า ถ้ามองไปข้างหน้าไม่เกิน 20 ปีสังคมจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่รวดเร็วกว่าหลายประเทศ ถ้าเราไม่มีการเตรียมการระบบสวัสดิการ เศรษฐกิจจะมีปัญหาเรื่องความสมดุลของรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาล และเกิดปัญหาความคาดหวังของประชาชนที่หวังจะมีคุณภาพที่ดีตลอดชีวิต ซึ่งจะไม่สมดุลกับระบบภาษีอากร เรื่องการดึงดูดการลงทุน ทั้งนี้ประเทศที่พัฒนาเรื่องระบบสวัสดิการในทวีปยุโรปใช้รูปแบบการเก็บภาษีมากจากประชาชน แล้วมาจ่ายคืนในรูปแบบของสวัสดิการ ซึ่งไม่ยั่งยืนเพราะเมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน ในที่สุดก็ทำให้เกิดปัญหาที่ต้องปฏิรูปภาษีหรือไม่ปฏิรูปสวัสดิการสังคม ฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ที่ต้องดูแลและมีมาตรการในการดำนินการ

 “ในมิติของเศรษฐกิจเราระวังว่าไม่นำสู่การทำให้งบประมาณรายจ่ายต้องบานปลาย หรือเกิดความไม่ยั่งยืนในโครงการหรือกระทบโครงสร้างการคลัง สมมุตถ้าเราเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 1 พันบาท ก็จะทำให้โครงการมีปัญหาในอนาคต ถ้าในเมื่อเราไม่ต้องการเดินตามแบบประเทศที่เก็บภาษีสูง เราก็เดินหน้าในการผลักดันระบบสวัสดิการที่รัฐบาลให้ส่วนหนึ่งและประชาชนต้องเข้ามามีการออมรูปแบบต่างๆเพื่อมีเงินกองทุนสวัสดิการ อย่างไรก็ตามผมหวังว่าประชุมสภาสมัยประชุมนี้รัฐบาลจะเสนอกฎหมายกองทุนทุนเงินออมเข้ารัฐสภาได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมิติที่ 3 คือ มิติทางการเมืองว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมีการจัดในรูปแบบการสงเคราะห์ แต่มีข้อจำกัดทำให้ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะช่วยใคร ช่วยเมื่อไหร่ เพราะการจะบอกว่าใครจะได้รับสิทธิ์ก็มีปัญหามาโดยตลอด เพราะยังเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ที่บั่นทอนการมือง อาทิ การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ผู้มีอำนาจก็อาจจะคัดเลือกเฉพาะพวกพ้อง ญาติ ให้ได้รับการช่วยเหลือ

 “ไม่ว่ามองมิติใดเห็นว่าจะต้องมีการสร้างเรื่องระบบสวัสดิการสังคมอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาการวางรากฐานเรื่องนี้มีกฎหมายเมื่อปี 2546 และตอนนี้มีการวางแผนระบบสวัสดิการ เมื่อตนเข้ามาก็เห็นว่าน่าจะต้องวางรากฐานอย่างชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่ทำไปแล้วหลายเรืองที่เป็นสวัสดิการโดยการจัดโครงการที่เป็นการ ยืนยันสิทธิของประชาชน ซึ่งต่างจากการสงเคราะห์และประชานิยม ที่แตกต่างกันเพราะสิ่งที่เรากำลังทำคือให้บริการขั้นพื้นฐานเป็นสิทธิของประชาชน ไม่ขึ้นอยู่แค่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล เป็นนายกฯ ไม่เป็นรื่องบุญคุณที่รัฐบาลมอบให้ประชาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิที่ประชาชนต้องได้รับ ทั้งเรียนฟรี เบี้ยยังชีพ นมโรงเรียน ที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล” นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลเริ่มดำเนินกรไปแล้วว่า รัฐบาลกำลังดูแลให้ประชาชนทุกกลุ่มมีหลักประกันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นโยบายด้านเกษตรกร ที่มีการประกันรายได้เกษตรกร การประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะมีกฎหมายกองทุนสวัสดิการชาวนา รวมทั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่รัฐสมทบให้ 1 บาท ประชาชน 1 บาทและชุมชนหรือท้องถิ่นอีก 1 บาท ซึ่งปีที่ผ่านมามีแล้วกว่าพันกองทุนแล้ว ซึ่งจะมีการส่งเสริมเช่นกัน

 “ประชาชนต้องมีส่วนร่วมชัดเจนไม่ใช่รอคอยภาครัฐหยิบยื่นให้อย่างเดียว เพราะจะนำปัญหาตามมา การไม่มีส่วนร่วมของประชาชนจะทำให้สำเร็จและยั่งยืนยาก อย่างเช่นโครงการบ้านเอื้ออาทรและบ้านมั่นคง โดยบ้านเอื้ออาทรมีความพยายามของรัฐที่สร้างและขายบ้านให้ประชาชนในราคาถูกแม้มีความสำเร็จบางพื้นที่ แต่หลายพื้นที่มีการทุจริตด้วยและไม่มีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ทั้งขาดทุน มีหนี้สิน สิ่งปลูกสร้างทำแล้วไม่มีใครใช้หรือซื้อ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ไข ส่วนบ้านมั่นคงเป็นการนำเอาที่ดินที่ประชาชนครอบครองแล้วเชิญทุกฝ่ายในชุมชนจัดสรรมาสร้างที่อยู่อาศัยโดยการตกลงในชุมชน ซึ่งในหลายชุมชนประสบความสำเร็จแม้ติดขัดบ้าง ซึ่งผมก็เร่งให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไข เพราะเป็นโครงการที่ระดมพลังแก้ปัญาในชุมชน ซึ่งหลักคิดแบบนี้ก็นำไปใช้ในเรื่องฉโนดชุมชน ที่มีปัญหาเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ ซึ่งเป็นฉโนดที่ต้องใช้ในวัตถุประสงที่ตกลงกัน ไม่ใช่ว่าที่เหล่านี้ถูกโอน-ขายสู่มือของนายทุนและประชาชนก็ไปบุกรุกพื้นที่อีก เรามีเวลาเตรียมการ 6-7 ปี คิดว่าทุกมิติที่ยกขึ้นมา อยากให้ระดมความคิดเพื่อเตรียมการ เพราะระบบสวัสดิการสังคมนี้เป็นระบบที่มีความหลากหลายสลับซับซ้อน เพราะไม่มีระบบใดที่มีกำลังพอในการดำเนินการจึงต้องการให้ทุกภาคส่วนเขามาทำงาน เพราะเรากำลังปฏิรูปประเทศชาติบ้านเมือง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง” นายกฯ กล่าว