ข่าว

"อนุพงษ์"ยอมรับคุมสร้างสถานการณ์ยาก

"อนุพงษ์"ยอมรับคุมสร้างสถานการณ์ยาก

13 ก.ย. 2553

“อนุพงษ์” เชื่อ 4 ปี ปฏิวัติไร้เหตุรุนแรง บอกกลุ่มเคลื่อนไหวแสดง ออกทางการเมืองได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย รับดูแลเหตุสร้างสถาน การณ์ยาก เหตุไม่มีพรก.ฉุกเฉินควบคุม วอนอย่าส่งใบปลิวโจมตีกองทัพเพราะไม่ใช่สิ่งดี ปัดตอบข่าว“ดีเอสไอ”ปูดสังหารหมู่

(13ก.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคนร้ายลอบยิงเอ็ม-79 ใส่ค่ายทหารกรมรบพิเศษที่ 5 จ.เชียงใหม่ และสำนักงานนายคะแนน สุภา พ่อตานายเนวิน ชิดชอบ ว่า การสร้างสถานการณ์ในการใช้อาวุธเอ็ม-79 ในการยิงเข้าไปในสถานที่ต่างๆเช่นที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้การป้องกันจะเป็นเชิงรับคือหน่วยทหารจะได้แค่ตรวจดูแลความเรียบร้อยเท่านั้น เพียงแต่จุดคนยิงมีรัศมีไกลมากถึง 400 กว่าหลา ดังนั้นจะให้ได้ผลจริงๆ จะต้องเอากำลังไปวางไว้ในรัศมีที่เขาจะยิงได้ ซึ่งขณะนี้คาดว่ามันยังไม่น่าจะเหมาะสมเพราะในเรื่องกฎหมายรองรับก็ไม่มี และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เลิกไปแล้ว ฉะนั้นเราทำได้เพียงอยู่ในที่ตั้ง และเฝ้าตรวจ จุดที่มองไม่เห็นเขาก็สามารถยิงเข้ามาได้ ทั้งนี้แม้ว่าจะเอากำลังออกไปไว้ข้างนอกแต่การใช้อาวุธก็ยังมีขอบเขตเพราะจะเกิดทางกฎหมายขึ้นได้ ฉะนั้นต้องให้เจ้าหน้าตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบดูแล

 เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องประกาศบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียนไปแล้วว่า ยังไม่น่าเหมาะสม เพราะจะส่งผลกระทบโดยรวมในจังหวัดนั้น ทั้งนี้ทหารสามารถออกไปปฏิบัติภารกิจฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานหากมีการร้องขอ แต่อย่างไรก็ตามก็จะต้องมีตำรวจปฏิบัติอยู่ด้วย และทหารจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน แต่หากนำออกมาก็จะทำให้เกิดความสิ้นเปลือง

 เมื่อถามว่ากองทัพได้มีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์วันครบ 4 ปี ปฏิวัติ-รัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย.นี้ อย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จากการประเมินผู้ที่ชุมนุมมีการประสานงานกับตำรวจ และผู้ที่จะมาแสดงออกทางความเห็นทางการเมืองได้มีการพูดคุยกันแล้ว และประเมินแล้วว่าน่าจะอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ไม่น่าจะมีการกระทำผิดกฎหมาย ส่วนแผนรักษาความปลอดภัยเป็นหน้าที่ตำรวจ โดยเริ่มตั้งแต่การเจรจาและจะไม่ใช้มาตรการรุนแรง และหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ขยายต่อไป และมาตรการสุดท้ายคือจะใช้กฎหมายในการควบคุม

 “ผมคาดการณ์การว่าจากการประเมินทั้ง 2 ส่วน คือผู้ที่มาชุมนุมกับการปฏิบัติงานของตำรวจไม่น่าเกิดเหตุการณ์รุนแรง ส่วนที่หลายฝ่ายเกรงว่ามือที่ 3 จะเข้ามาก่อความวุ่นวายนั้น ตอนนี้สังคมไม่ยอมรับและประชาชนก็ช่วยกันดูแลอยู่ ดังนั้นผู้ที่กระทำความผิดมีการตรวจพบก็จะมีผลทางกฎหมาย และได้รับโทษรุนแรง แต่หากมองในแง่ดีผมว่าไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้พูดชัดแล้ว และการแสดงออกทางการเมืองสามารถทำได้ แต่จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย และการแสดงออกจะต้องอยู่ในกรอบอย่าไปให้ร้ายคนอื่นเขา และสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปขณะนี้โดยอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมอยู่ว่า มันมีสาเหตุอะไรอย่างไร การที่จะไปสรุปเอาเองมันไม่ดีต่อสังคม” พล.อ.อนุพงษ์ ระบุ

 เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และกองทัพ พยายามเขียนข้อความ แจกใบปลิว ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมโจมตี พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น ทหารเป็นกองทัพของชาติ เป็นของประชาชน กำลังพลส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา และส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉะนั้นเขารู้ดีว่าเขาทำอะไรไป ดังนั้นมาอนุมานเอาเองว่าใครทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งนี้ขณะนี้การตรวจสอบอยู่ในระหว่างขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทหารไม่ได้เป็นผู้กระทำ และการกล่าวหาจะเป็นผลไม่ดีกับผู้ที่ไปกล่าวร้าย ดังนั้นต้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่อไป อย่าไปสาดเข้าหากันเลย เพราะมันไม่จบ คนที่พูดกล่าวอ้างไม่ได้อยู่ในกระบวนการไปสืบสวนสอบสวนคนที่มีหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่

 เมื่อถามว่า อยากให้กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวแสดงออกทางการเมืองให้ระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องการปรองดอง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “จะให้ผมไปเตือนเขาหรือครับ เอาเป็นว่าให้สังคมมันไปได้ และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกระบวนการยุติธรรมหารายละเอียดถึงข้อเท็จจริง การที่จะไปดำเนินการเองโดยใช้คำพูดของตัวเองและไปอนุมานเอาเองใครทำอะไรมันไม่ค่อยดีกับสังคม” เมื่อถามว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกมาระบุว่า มีแนวโน้มเกิดการสังหารหมู่ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้ยิน และผมขอไม่ตอบเดี๋ยวกลายเป็นว่าแหล่งข่าวว่ากันมา”