
ไฟเซอร์ ชูคุณภาพมาตรฐานยายุคใหม่
บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้วิจัยผลิตและจำหน่ายยาชีวเวชภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของไทย ประกาศย้ำ ยาคุณภาพ คือสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับไฟเซอร์ เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจยาของบริษัท
ล่าสุดไฟเซอร์ (ประเทศไทย) ได้จัดกิจกรรม “Quality for Life” (หรือยาคุณภาพเพื่อคุณภาพชีวิต) โดยเปิดโอกาสให้คณะสื่อมวลชนไทย ได้เยี่ยมชมฐานการผลิตตัวยาสำคัญ (Active Pharmaceutical Ingredients หรือ API Plant) ที่ทันสมัยที่สุดของไฟเซอร์ ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งรับผิดชอบในการผลิตตัวยาสำคัญ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยาเม็ดและยาแคปซูล เพื่อป้อนตลาดมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
นายมนู สว่างแจ้ง ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของไฟเซอร์ให้สูงขึ้น ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดของเราในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของบริษัท โดยจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของไฟเซอร์ ได้มีความมั่นใจว่า ความปลอดภัยและการมีสุขภาพที่ดีของทุกคนเป็นสิ่งที่ไฟเซอร์ให้ความสำคัญสูงสุด บริษัทได้ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การเริ่มต้นคิดค้น สารประกอบทางยา กระบวนการการผลิต และการจำหน่ายสู่ผู้บริโภค โดยเราได้ลงทุนกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท (หรือราว 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กับฐานการผลิตยาชีวเวชภัณฑ์ระดับภูมิภาคที่ประเทศสิงคโปร์แห่งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มั่นใจว่า เราจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและกระบวนการการผลิต ที่ล้ำหน้าที่สุด เพื่อผลิตยาที่มีคุณภาพสูงสุด”
มร.จอร์จ รูติเยร์ กรรมการผู้จัดการ ฐานการผลิตตัวยาสำคัญของไฟเซอร์ ประจำประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ฐานการผลิตนี้ เป็นแห่งแรกในภูมิภาคที่ใช้เทคโนโลยี bin-to-bin อย่างเต็มรูปแบบ “bin-to-bin เป็นเทคโนโลยีในการจัดการผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยให้แน่ใจได้ว่าวัตถุดิบต่างๆ จะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด เพื่อไม่ให้สัมผัสกับสารใดๆ ที่อาจจะทำให้ความพิสุทธิ์ (purity) ของวัตถุดิบลดลง นับตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิต ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อ และขนส่ง”
นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว “แคมเปญยาคุณภาพ” ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุ เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยตรวจเช็กคุณภาพของยา อ่านเอกสารกำกับยาสำหรับผู้ป่วยอย่างถี่ถ้วน ก่อนการใช้ยาทุกครั้ง และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัย
“การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพที่สุด ควรประกอบด้วยความร่วมมือสามประสานของผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ แพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ บริษัทสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลิตยารักษาโรค รวมถึงตัวผู้ป่วยเอง” นพ.อัมพร อิทธิระวิวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวและว่า ผู้ป่วยควรตรวจสอบคุณภาพของยา เหมือนกับเวลาเราเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือของเล่นให้ลูก เรายังดูเลยว่าแบรนด์อะไร ทำจากที่ใด ใครเป็นผู้ผลิต ฉะนั้นผู้ป่วยเองก็ควรที่จะปฏิบัติเช่นเดียวกันเวลาซื้อหรือบริโภคยา
นพ.อัมพรกล่าวสรุป “มาตรฐานของผู้ผลิตแต่ละรายและคุณภาพของยาแต่ละตัวไม่เท่ากัน ระดับความพิสุทธิ์ (level of purity) และสม่ำเสมอของยาแต่ละโดส (consistency of dosage) ก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการผลิตของบริษัทยาแต่ละราย ซึ่งส่งผลต่อความสามารถหรือประสิทธิภาพของยาในการออกฤทธิ์ทางการรักษาและความปลอดภัยของยานั้นๆ ผู้ป่วยเองควรต้องเช็กดูให้ดีว่าผลิตจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้หรือไม่ นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรทราบถึงสิทธิของตนเองว่ามีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้ผลิตยาได้ หากยาที่ซื้อมามีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานหรือบกพร่อง เฉกเช่นเดียวกันกับสินค้าสำหรับอุปโภคบริโภคทั่วไป”
สำหรับไฟเซอร์นั้นได้บุกเบิกเรื่องการจัดทำเอกสารกำกับยาสำหรับผู้ป่วย เพื่อให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับยา ตลอดจนตอบคำถามที่ผู้ป่วยมักจะสงสัยและให้คำแนะนำในการใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยตีพิมพ์ออกมาในรูปแบบที่อ่านง่าย คือ ใช้กระดาษแผ่นใหญ่ ตัวพิมพ์คมชัด ซึ่งผู้ป่วยที่ใช้ยาของไฟเซอร์ ควรจะขอเอกสารกำกับยาทุกครั้งจากห้องยาของโรงพยาบาล หรือคลินิก
รวมถึงร้านขายยา เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยา ไฟเซอร์ได้แนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้ยาอย่างปลอดภัยอย่างง่ายๆ 7 ข้อ อาทิ ตรวจสอบวันหมดอายุของยาบนฉลากทุกครั้ง เช็กแหล่งผลิตยาให้แน่ใจว่าผู้ผลิตมีคุณภาพเชื่อถือได้ เก็บรักษายาตามอุณหภูมิที่ระบุในเอกสารกำกับยา ปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการข้างเคียง และที่สำคัญที่สุดคือ ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ยา



