
รัฐสวัสดิการหรือประชานิยมไม่สำคัญขอให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์
นโยบายรัฐบาลที่พยายามเข้าไปดูแลประชาชนในหลายๆ ด้าน แม้จะปรับเปลี่ยนการเรียกขานให้ต่างไปจากนโยบาย ประชานิยม ไม่ว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการ หรือสังคมสวัสดิการ ก็ยังมีข้อกังขาอยู่ว่าสุดท้ายแล้ว จะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เปิดเวที
รัฐมองเป็นสวัสดิการสังคม
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า ในช่วงแรกของการเข้ามาบริหารรัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการฟื้นเศรษฐกิจ เช่น แจกเช็คช่วยชาติ และโครงการเรียนฟรี จึงเป็นตัวจุดประกายคำว่า ประชานิยม ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มองว่าเป็นประชานิยมหรือไม่ คิดแค่ทำอย่างไรให้ฟื้นกำลังซื้อในประเทศให้เร็วที่สุด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนให้มากที่สุด เป็นสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกับรัฐบาลก่อน หากดำเนินการช้าปัญหาการว่างงานจะตามมา จากการปิดกิจการ แต่เมื่อรัฐบาลออกนโยบายมาก็ถือว่าเดินมาถูกทาง เพราะมีคนว่างงานเพียง 1% และเศรษฐกิจก็เติบโตสูง
นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังช่วยแก้ปัญหาสังคมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เร็ว เพราะที่ผ่านมาประเด็นช่องว่างทางสังคมถูกนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่กลับได้รับการแก้ไขน้อยมาก ซึ่งการแก้ปัญหาต้องทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และมีความมั่นคงขึ้น อีกประการคือ การลดรายจ่ายประชาชนจึงถูกมองว่าพยายามทำตัวเป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้หวังผลทางคะแนนเสียง เพียงต้องการให้คนส่วนใหญ่มีภาระค่าใช้จ่ายลดลง
ชี้สำคัญที่ประชาชนได้ประโยชน์
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า รัฐบาลชุดก่อนทำนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหาหนักกว่าวิกฤติปี 2540 แต่มองไปที่ปัญหาระยะยาวมากกว่า เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การสานต่อกองทุนหมู่บ้าน การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งประชาชนได้ประโยชน์ไม่ว่าจะเรียกนโยบายอะไรก็ตาม แต่มองว่ารัฐบาลนี้พยายามเดินสายกลางเพื่อให้เกิดความสมดุล เช่น การเปลี่ยนจากการจำนำข้าวมาเป็นการประกันรายได้ เพื่อนำไปสู่หลักพื้นฐานคือให้เกษตรกรพอมี พอกินและอยู่ได้
"การจ่ายเบี้ยคนชรา 500 บาท ในกทม. อาจจะมองว่าน้อยแต่ในต่างจังหวัดถือว่ามีความหมายมาก จึงเห็นด้วยให้รัฐอุดหนุนไปตลอดชีพ เพราะเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่จะประชาชนควรได้รับ ส่วนการเรียนฟรีต้องเร่งทำด้านคุณภาพอีกมาก ด้านสุขภาพตอนนี้รัฐยังใช้เงินมุ่งไปที่การรักษามากกว่าการป้องกันในอนาคตจึงควรมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม" นายอำพนกล่าว
นายกฤษฎา อุทยานิน ที่ปรึกษาสนง.คลัง ตัวแทนจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงคำนิยามของ "รัฐสวัสดิการ" ว่า หมายถึงการดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงเสียชีวิต เป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานและช่วยเหลือยามตกยาก แม้ปราชญ์ชุมชนจะมองแตกต่างออกไป แต่หลักการไม่ต่างกัน ส่วน "ประชานิยม" อยู่ที่การมองในจุดใดมากกว่า ถ้ามองในแง่ผู้ให้ก็ต้องให้แล้วได้คะแนนนิยมกลับมา ถ้ามองในแง่ผู้รับถ้าไม่ตอบรับก็ไม่ได้คะแนนนิยม ส่วนหลักคิดของสสค. มองว่าต้องดูแลคนที่เกิดมาทุกคนไม่ใช่ความผิดที่เกิดมาจน ต้องดูที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงมีนโยบายทั้งด้านการศึกษา การรักษาพยาบาลออกมาสนับสนุนโดยตลอด
"ภาครัฐพยายามจะลดช่องว่างทางสังคมให้ได้ โดยมุ่งไปที่กลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนจน แต่จริงๆ แล้วหมายรวมไปถึงคนที่อยู่รวมกันในสังคม เพื่อให้อยู่ด้วยความสงบสุขมากกว่า จึงนำไปสู่การผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนประมาณ 20-30 ล้านคน มีเงินขั้นต่ำไว้ใช้หลังเกษียณ โดยที่รัฐจ่ายเงินสมทบเพียงปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเพียง 2% ของงบประมาณจึงถือว่าคุ้มค่า" นายกฤษฎากล่าว และว่า แม้ขณะนี้การคลังภาครัฐจะห่างจากประเทศแถบสแกนดิเนเวียมาก และการจะเก็บภาษีเพิ่มก็ทำได้ยาก จึงต้องเน้นที่การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน และภาคเอกชนมากกว่า
รัฐต้องวางเป้าหมายให้ชัดเจน
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากให้ประเทศเดินไปทางไหน เพราะประชานิยมกับรัฐสวัสดิการไม่เหมือนกัน คำว่าประชานิยมเหมือนลัทธิในอดีตเคยมีแต่ทำไม่สำเร็จ จึงต้องจัดระเบียบสังคมให้อยู่ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมก่อน ซึ่งตอนนี้จะเห็นว่ามีการใช้ปนกันจนสับสน อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับนอร์เวย์หรือประเทศอื่นในยุโรป จะเห็นว่ามีระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็งดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ของไทยคงต้องมาดูว่าจะทำระดับไหนเพราะเป็นเรื่องที่มีต้นทุน
“นโยบายนี้ข้อดีคือ คนจนได้ประโยชน์ และเชื่อมโยงคนรวย-คนจนเข้ามาใกล้กันมากขึ้น หลายนโยบายเป็นเรื่องที่ดีที่ต้องทำต่อแต่ต้องมีขั้นมีตอน ภาคเอกชนพร้อมให้การสนับสนุน เพราะยังไงเราต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว และอยากให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น แม้เอกชนจะมีต้นทุนสูงขึ้นก็ไม่มีปัญหาเราพร้อมจ่าย แต่ขอให้การจัดการของภาครัฐมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้มองว่ายังเป็นปัญหาที่น่าห่วง" นายพรศิลป์กล่าว
นายสมพงษ์ ตันเจริญผล รองประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทุกฝ่ายพร้อมจะสนับสนุนการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประชานิยมหรือไม่ แต่ขอให้เป็นสิ่งที่ดีกับประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนต้องแข่งขันกันเองและแข่งขันกับทั่วโลกด้วย ถ้าคนในองค์กรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็สามารถรักษาคุณภาพการผลิตไว้ได้ แต่ในการบริหารจัดการเอกชนขอให้มีความรัดกุม รอบคอบ ไม่รั่วไหล ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ด้านการศึกษาถือว่านโยบายที่ดีมากและควรทำให้เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยด้วย
เก็บภาษีคนรวยลดช่องว่าง
นายกอร์ปศักดิ์ ยอมรับว่า แม้รัฐบาลจะเดินมาถูกทาง แต่ผลที่ออกมาคือ คนจนยังจนต่อไป และคนรวยก็คงรวยเหมือนเดิม ซึ่งถ้าอยากได้ผลที่แตกต่างออกไปก็ต้องกล้าทำสิ่งที่คิดนอกกรอบ เช่นการเก็บภาษีในปัจจุบันที่ 17% ของจีดีพีนั้น จะไปไล่เก็บภาษีจากชนชั้นกลางมนุษย์เงินเดือนคงไม่ถูกต้อง เพราะในสังคมไทยยังมีคนรวยกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้กินเงินเดือน แต่ไม่เสียภาษี
"ถ้าอยากได้เม็ดเงินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องมาจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จากการอุปโภคบริโภค เช่น คนเล่นหุ้นไม่ว่าจะรายเล็กรายใหญ่ก็ได้รับการยกเว้นภาษี แต่เราไม่เคยมองจุดนี้ หรือให้เอกชนสัมปทานขุดเจาะน้ำมันตั้งแต่ราคา 2-3 ดอลลาร์จนราคาน้ำมันขึ้นมาหลายสิบดอลลาร์ ทำให้มีกำไรสูงมากแต่รัฐไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่หันมามองภาษีที่เกิดจากรายได้ส้มหล่นพวกนี้ หรือวินฟอร์แท็ก เพราะหากไม่เริ่มคิดต่อไปในอนาคตไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลฐานะการคลังก็อยู่ไม่ได้" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
สอดคล้องกับนายอำพน ที่เห็นว่า การกระจายรายได้ของไทยยังมีปัญหาอยู่มากสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จีดีพีเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว แต่รายได้ต่อหัวของคนอีสานกลับลดลง ขณะที่คนในกทม.มีรายได้เพิ่มขึ้น การลงทุนไม่มีความสมดุล สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้ดูถึงไส้ในของการเติบโต ซึ่งในการประชุมเอเปกครั้งล่าสุดนายกรัฐมนตรีจะหยิบยกประเด็นของการเติบโตอย่างมีคุณภาพและสมดุลมาเป็นเรื่องหลัก โดยที่โครงสร้างภาษีต้องมีความเป็นธรรม รายจ่ายต้องกระจายทั่วถึง ขณะที่ภาคเอกชนต้องพร้อมให้การสนับสนุน
"ต่อไปไทยจะพัฒนาเชิงคุณภาพ ถ้าเราไม่สร้างความเป็นธรรมแรงเสียดทานในสังคมก็จะเกิดขึ้น และสามารถปลุกระดมได้ง่าย เราต้องให้ความหวังว่ากำลังจะเดินไปตามแนวทางนี้" นายอำพนกล่าว
แก้ปัญหาการกระจายรายได้
ส่วนนายพรศิลป์ มองว่า ระบบทุนนิยมทำให้ช่องว่างของคนรวยและคนจนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปัญหาอยู่ที่การกระจายรายได้ ซึ่งรัฐบาลต้องคิดว่าจะทำยังไงให้การกระจายมีประสิทธิภาพเป็นธรรมผ่านกลไกของภาษีอากร ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหามาตลอดแม้เราจะมีเครื่องมือเยอะแต่ติดขัดที่การปฏิบัติ ถ้าไม่เร่งแก้ก็จะยิ่งมีปัญหา เอกชนอยากเห็นการใช้เงินไม่รั่วไหลและเกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้โครงสร้างสังคมมีการเปลี่ยนแปลง
“ต้องทำให้ประเทศเก่งขึ้นและมีความยั่งยืน แม้บางครั้งจะมีประชานิยมปนเข้ามาบ้างก็ไม่แปลก เพราะทุกรัฐบาลก็ใช้ผสมผสานกับรัฐสวัสดิการอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ต้นทุนการดำเนินนโยบายมากกว่า และที่น่ากลัวคือการมองว่าการคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะจะเป็นบ่อเกิดของคำว่าดับเบิลสแตนดาร์ด” นายพรศิลป์ระบุ
ขณะที่นายสมพงษ์ มองว่า รัฐสวัสดิการเป็นปัจจัยพื้นฐานที่รัฐบาลทุกประเทศต้องสนองความต้องการของประชาชน และแต่ละประเทศก็มีความต่างกัน ยิ่งหากจะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดก็มักถูกต่อต้าน รัฐบาลจึงต้องทนต่อแรงเสียดทานให้ได้ เช่น กรณีของภาษีที่ดินที่กำลังจะออกมาก็อยากเชียร์ให้มีการเปลี่ยนแปลง



