ข่าว

ปรองดอง 2523

ปรองดอง 2523

13 ก.ย. 2553

แม้จะไม่ได้ใช้คำว่า “ปรองดอง” แต่เรื่องราวในอดีตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีแง่มุมบางประการที่น่านำมาใคร่ครวญสำหรับปัญหาสำคัญของชาติทุกวันนี้

 เมื่อ 30 ปีที่แล้ว 23 เมษายน 2523 “ป๋าเปรม” ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียงเดือนเศษได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 เรื่อง การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำไปสู่การปรองดองครั้งสำคัญระหว่างผู้คนที่จับอาวุธเข้าทำสงครามกลางเมืองต่อกันในเวลาต่อมา

 สงครามที่คนไทยเข่นฆ่ากันเองอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ “วันเสียงปืนแตก” 7 สิงหาคม 2508 จึงยุติลงอย่างถาวรในเวลาไม่นานต่อมา
 มีข้อเท็จจริงบางประการที่ใคร่ขอนำเสนอในโอกาสนี้

 1.การสนับสนุนจากนอกประเทศมีส่วนอย่างสำคัญต่อแนวทางปรองดอง

 ว่ากันอันที่จริง ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว แม้จะเป็นที่หวาดระแวงของรัฐบาลแต่ก็ยังไม่ปรากฏความรุนแรงต่อกันแต่อย่างใด ทว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง และเกิด “สงครามเย็น” ขึ้น ระหว่างค่ายสังคมนิยมกับค่ายโลกเสรี วิธีคิดและมาตรการจากรัฐบาลต่อ “ผู้มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” ก็เริ่มรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนนำไปสู่การใช้อาวุธต่อกันและการจัดตั้งกองทัพปลดแอกฯ ตามแนวทาง “อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน” ในที่สุด

 ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทั้ง พคท.และ รัฐบาลต่างก็มี “การสนับสนุนจากนอกประเทศ” ด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐ แต่ต่อมาเมื่อนโยบายของสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปหลังการถอนตัวจากเวียดนามใต้ และนโยบายของจีนเปลี่ยนแปลงไปหลังแตกแยกกับโซเวียต การสนับสนุนทั้งต่อ พคท.และรัฐบาลไทยทางด้านการทหารและการเมืองก็ลดลง

 การสนับสนุนจากนอกประเทศที่ลดลงนี้มีส่วนอย่างสำคัญยิ่งต่อแนวทางปรองดอง

 2.เงื่อนไขภายในประเทศเป็นเรื่องหลัก-การสนับสนุนจากนอกประเทศเป็นเรื่องรอง

 ประธานเหมากล่าวไว้ถูกต้องว่า “สงครามปฏิวัติไม่ใช่สินค้าออก” ดังนั้น แม้จะขาดการสนับสนุนจากนอกประเทศ แต่หากยังไม่แก้ไขเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะความไม่เป็นประชาธิปไตย ตราบนั้น โอกาสแตกสลายของความปรองดองแล้วกลายเป็นความรุนแรงระหว่างคนในชาติก็เป็นไปได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

 3.ตัดเงื่อนไขส่วนตัวคือหนทางแห่งความปรองดอง

 ครั้งที่ “ป๋าเปรม” และคณะ เสนอแนวทางปรองดองตาม “คำสั่ง 66/23” ต่อกองทัพอันเป็นองค์กรหลักในการต่อสู้นั้น ก็ได้รับการต่อต้านไม่น้อย เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถามว่า

 แล้วใครจะชดใช้หนี้ชีวิตให้แก่เพื่อนนักรบของพวกเขาที่เสียสละไปแล้ว ?

 อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้เวลาและความพยายามอย่างหนักในการ “ทำงานความคิด” ในที่สุด ทหารก็ละทิ้ง “เงื่อนไขส่วนตัว” เหล่านี้ แล้วหันมามองประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับหากสงครามกลางเมืองครั้งนี้ยุติลง จากนั้นก็ทุ่มเทอุทิศตนให้แก่แนวทางแห่งการปรองดองนี้ จนสถานการณ์คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว

 เชื่อว่า ทางฝ่ายผู้เข้าร่วมแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธกับ พคท. เมื่อได้รับข้อเสนอการปรองดองตามแนวทาง “คำสั่ง 66/23” ก็คงมีคำถามทำนองนี้เช่นเดียวกัน และก็คงได้รับคำตอบต่อตัวเองเช่นเดียวกันเมื่อตัดเงื่อนไขส่วนตัวออก แล้วมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก

 นี่คือ 3 ข้อสังเกตจากความสำเร็จในการปรองดองเมื่อ 30 ปีที่แล้ว...

 ได้ยินว่า มีความพยายามจากหลายภาคส่วนที่ต้องการเห็นความปรองดองของคนในชาติ มีการพูดถึงแนวทางการปรองดองที่ไอร์แลนด์ รวมทั้งภาพยนตร์ชื่อ INVICTUS ที่นำเสนอแนวทางการปรองดองของท่านเนลสัน แมนเดลา ซึ่งก็นับเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม

 เพียงแต่อยากเตือนความจำว่า เรื่องความปรองดองนั้น สังคมไทยของเรามีบทเรียนของตัวเองอยู่แล้ว

 เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมานี่เอง

 บัญชร ชวาลศิลป์