ข่าว

เชื่อมั่นที่ช่อง3อภิสิทธิ์มุ่งพัฒนาสุขภาพชายขอบ

เชื่อมั่นที่ช่อง3อภิสิทธิ์มุ่งพัฒนาสุขภาพชายขอบ

12 ก.ย. 2553

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ขอบคุณวุฒิสภาผ่านความเห็นชอบงบประมาณ 54 ยันเดินหน้าพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่ชนบท พัฒนาการวิจัยเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการแพทย์ ยา เพื่อนำไปสู่การผลิตภายในประเทศมากขึ้น

วันนี้ (12 ก.ย.) เวลา 09.00 น. ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นครั้งที่ 85 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้ 

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ กลับมาพบกันเช่นเคยนะครับในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ สัปดาห์นี้ผมกลับมาที่กรุงเทพฯ แล้วนะครับ หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วพบกับพี่น้องประชาชน โดยการบันทึกเทปที่เซี่ยงไฮ้  แต่ว่าสัปดาห์นี้อยู่ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และในช่วงท้ายของรายการจะเป็นการสนทนากับพิธีกรรับเชิญ โดยเฉพาะในเรื่องของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก่อนนั้นจะมีบรรยากาศของการที่ชมรมนิสิตนักศึกษาได้มาพบกับผมที่ทำเนียบรัฐบาลในการพบปะเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปฏิรูปหรือแผนปรองดอง รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่อยู่ในความสนใจของนิสิตนักศึกษาครับ  

วุฒิสภาผ่านความเห็นชอบงบประมาณ 54

แต่ว่าในช่วงต้นนั้นขออนุญาตรายงานถึงภารกิจและการทำงานของรัฐบาลตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มต้นจากวันจันทร์ วันอังคาร ที่วุฒิสภาได้มีการพิจารณาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ก็ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของรัฐสภาในการที่จะพิจารณากฎหมายงบประมาณ  ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ได้กรุณาให้ความเห็นชอบกฎหมายงบประมาณ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็คือการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อที่จะประกาศใช้เป็นกฎหมาย  ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะเวลาที่ทันกับการเริ่มต้นปีงบประมาณในวันที่ 1 ตุลาคม  2 วันที่ได้มีการอภิปรายในวุฒิสภา ก็ขอเรียนว่าได้รับข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย เกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ มากพอสมควร ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะได้มีการประมวลและนำให้หน่วยงานต่าง ๆ รับข้อสังเกต รวมทั้งคำอภิปราย ประเด็นที่มีการอภิปรายไป 

แต่ว่าเห็นได้ชัดครับว่าความห่วงใยของทางวุฒิสภานั้นจะมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ซึ่งผมได้มีการชี้แจง ประเด็นแรกก็คือกังวลว่าการที่เราขาดดุลงบประมาณจะเป็นปัญหาในระยะยาวหรือไม่  ก็เลยขอถือโอกาสนี้ย้ำกับพี่ น้องประชาชนว่าสถานการณ์ในเรื่องของการเงินการคลังของประเทศในขณะนี้ไม่ได้มีอะไรที่น่าเป็นห่วงครับ  ที่จริงแล้วต้องยอมรับครับว่าพอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ทุกประเทศ ทุกรัฐบาลทั่วโลก จำเป็นที่จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี เหมือนกันทุกประเทศคือรัฐบาลจะได้มีรายได้ค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการทำงบประมาณขาดดุลหรือมีการกู้เงิน คงจะจำได้ครับว่ารัฐบาลของผมก็เช่นเดียวกัน ได้มีการประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าระยะเวลาผ่านมาปีครึ่งก็ปรากฏว่าเราสามารถที่จะปรับลดแนวทางในเรื่องของการกู้เงินหรือการขาดดุลได้ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะว่าเดิมนั้นจะต้องมีการกู้เงินเป็นกรณีพิเศษถึง 8 แสนล้าน เราก็ลดลงไปครึ่งหนึ่งก็จะกู้เพียง 4 แสนล้าน ขณะเดียวกันงบประมาณซึ่งความจริงปีที่แล้วว่าจะขาดดุลถึง 350,000 ล้าน เอาเข้าจริงจากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้รวดเร็วและการจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมาย ปีนี้งบประมาณอาจจะใกล้เคียงกับการสมดุลด้วยซ้ำ ไม่ได้ขาดดุล 350,000 ล้าน อย่างที่เคยวางแผนไว้ และความจริงเมื่อตอนเสนองบประมาณปีนี้ที่เพิ่งเข้าสภาฯ ที่จะใช้วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ก็นึกว่าการจัดเก็บรายได้จะอยู่ที่ประมาณ 1,650,000 ล้าน แต่จากการที่เราจัดเก็บภาษีอากรและเป็นรายได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้ ตัวเลขนี้อาจจะได้ตั้งแต่ปีนี้ ซึ่งคาดว่าเมื่อปีหน้าเศรษฐกิจเติบโตก็คือปี 2553 เติบโตถึง 7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ 2554 เติบโตอีก 4-5 เปอร์เซ็นต์ เราก็มั่นใจว่ารายได้จะได้มากกว่านั้น เพราะฉะนั้น การขาดดุลก็จะน้อยกว่าที่ประมาณการไว้  

อันนี้ก็เป็นเหมือนกับกลยุทธ์อย่างหนึ่งในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจ เพราะว่าหลายคนก็กังวลว่าจะมีปัญหา แต่ว่าเมื่อเราสามารถที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และเศรษฐกิจฟื้นมาเร็ว เราก็จะลดเรื่องของการขาดดุล ลดของความจำเป็นในการกู้เงินไปโดยอัตโนมัติ  ในทางตรงกันข้ามนะครับในหลาย ๆ แห่งที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ในตอนแรก พอเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กลับกลายเป็นว่าจะมีปัญหา และมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะมากกว่า ผมก็ขอยืนยันว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งขณะนี้ต่ำกว่าร้อยละ 45 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะต่ำมากทีเดียว เทียบกับเกือบทุกประเทศในโลก ซึ่งในช่วง ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือรายได้ประชาชาติพุ่งสูงขึ้นมาก และขณะนี้ผมค่อนข้างมั่นใจครับว่าที่เคยคิดว่าอาจจะจำเป็นต้องปล่อยให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นไปถึงร้อยละ 60 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ยอมรับกันได้ ไม่น่าจะถึง 50 ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ความยั่งยืนในเรื่องของการเงินการคลัง และ แผนการต่าง ๆ ของเรานั้น ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจ และพร้อม ๆ กันไป ผมก็ยังยืนยันว่าแผนของการใช้จ่ายของรัฐบาลในนโยบายสำคัญ ๆ แม้กระทั่งการที่เราจะมีระบบสวัสดิการภายในปี 2559 นั้นอยู่ในวิสัยที่เราสามารถที่จะบริหารการเงินการคลัง ไม่มีปัญหาในเรื่องของวินัย ไม่มีปัญหาในเรื่องของเสถียรภาพ หรือความไม่ยั่งยืน   

ส่วนประเด็นที่ 2 ที่เป็นเรื่องที่มีการอภิปรายกันกว้างขวาง ก็จะเป็นในเรื่องของการบริหารโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะก็มีความวิตกกังวลว่าอาจจะมีความไม่โปร่งใส มีการทุจริต ซึ่งผมก็ได้มีการชี้แจงค่อนข้างที่จะละเอียดเป็นรายโครงการที่มีความสงสัย  แต่ว่าอย่างไรก็ตามขอยืนยันนะครับว่าการติดตามตรวจสอบทุกโครงการ โดยเฉพาะที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีนั้นเราจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสคุ้มค่า เพราะตระหนักดีว่าเป็นเงินที่ได้มาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชน  ผมเรียนว่าการทำงานในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการทุจริตนั้น ก็จะมีการดำเนินการในหลายด้านในขณะนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลจะไม่ได้ทำโดยลำพังนะครับ  ผมเคยเล่าให้ฟังว่าขณะนี้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาได้มีการจัดการประชุมระหว่างหน่วยงานของราชการ หน่วยงานของรัฐ แล้ว ก็หน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระเป็นความริเริ่มจากหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาเอง โดยคณะกรรมาธิการ แต่ว่าได้มีการเชิญผู้ตรวจการแผ่นดิน และประธานกรรมาธิการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น และปลัดกระทรวงต่าง ๆ ผมก็ไปร่วมด้วยครับ  แนวคิดขณะนี้ก็คือจะเป็นการทำแผนระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการที่จะสร้างความซื่อตรง เพื่อที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้อีกทางหนึ่ง พร้อม ๆ กันไปครับกฎระเบียบใด ๆ ก็ตามซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่ และอาจจะเอื้อต่อการทุจริตในทุกระดับก็จะมีการหยิบยกขึ้นมา อย่างเช่น ในการอภิปรายของวุฒิสภามีการตั้งข้อสังเกตว่าหลายโครงการขณะนี้ดูเหมือนจะมีการหลีกเลี่ยงการทำการประมูลโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ คือ e-Auction โดยการตั้งงบประมาณไว้ต่ำกว่าเกณฑ์เพียงเล็กน้อย  ผมจึงได้สั่งการให้สำนักงบประมาณได้รวบรวมโครงการเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อที่จะได้มาทบทวนและปรับไม่ให้มีการหลีกเลี่ยงกรณีการที่จะไม่ใช้การประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างนี้เป็นต้น  ซึ่งผมจะได้มีการดำเนินการโดยเร่งด่วนเพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องนี้ต่อไป นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณ ซึ่งใช้เวลา 2 วันกันเมื่อวันจันทร์และวันอังคาร และได้รับความเห็นชอบแล้ว ก็ขอขอบคุณทางวุฒิสภามาอีกครั้งหนึ่ง

การพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่ชนบท

สัปดาห์ที่ผ่านมายังมีงานที่แสดงออกถึงบทบาทของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ มีงานที่ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) มาจัดที่ประเทศไทยถึง 2งาน งานแรกเป็นงานที่เป็นการประชุมในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีด้วย ที่สำคัญคือว่าในการประชุมได้มีการหยิบยกถึงระบบสาธารณสุขของไทย ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีการพัฒนา มีความก้าวหน้า และที่สำคัญก็คือมีนวัตกรรมในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอดกับเรื่องของการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่ชนบท จะเห็นได้ว่าเราทำตั้งแต่เรื่องของโรงพยาบาลอำเภอ และปัจจุบันก็คือเราจะยกระดับสถานีอนามัยขึ้นมาเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล ประการที่ 2 คือว่าเราได้ให้ความสำคัญกับการระดมทุกภาคส่วนมาทำงานในเรื่องของสุขภาพ ตั้งแต่การที่เรามีระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไปจนถึงเรื่องของการที่เรามีสมัชชาสุขภาพ และองค์กรอย่างเช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งมีการใช้รายได้ที่เก็บได้จากภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ และนำเงินเหล่านี้ไปอุดหนุนองค์กรที่เป็นองค์กรภาคเอกชน ที่มารณรงค์ในเรื่องของสุขภาพ และสุดท้ายก็คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเรากำลังมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของประกันสังคมด้วย ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการทั้งระบบของข้าราชการ ระบบของพี่น้องประชาชน  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ถือได้ว่าเราก็ได้แสดงออกถึงความเป็นผู้นำในเรื่องของการที่ทำระบบของสาธารณสุขและสุขภาพจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก  

พัฒนาการวิจัยเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการแพทย์-ยา

นอกจากนั้นการประชุมอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเขามาประชุมที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่ว่าหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยก็ยังมีปัญหาว่ามักจะนำเข้าเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีราคาสูง และหลายครั้งเทคโนโลยีไม่ได้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมาก ที่สำคัญก็คือรายจ่ายที่สูง หรือต้นทุนที่สูง ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้  ผมก็ขอเรียนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นในการที่จะวางแนวทาง เพื่อช่วยประเทศอย่าง เช่น ประเทศไทย ซึ่งอาจจะถือว่ารายได้อยู่ในระดับกลางที่จะสามารถใช้เรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ และได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกันไปนั้นก็คือเรื่องที่ทางรัฐบาลเองกำลังจะดูว่าเราสามารถที่จะพัฒนาในเรื่องของการวิจัยเทคโนโลยี ทั้งที่เกี่ยวกับการแพทย์ ทั้งที่เกี่ยวกับยา เพื่อนำไปสู่การผลิตภายในประเทศมากขึ้นได้อย่างไร อันนี้ก็ยังเป็นอีกนโยบายหนึ่งซึ่งผมจะได้มีการเดินหน้าในการผลักดันต่อไป ซึ่งจะสอดคล้องกับที่เรากำลังจะปฏิรูปเรื่องของระบบการวิจัยและการพัฒนาทั้งหมด โดยเฉพาะแก้จุดอ่อนที่สุดของประเทศก็คือการไม่สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยต่าง ๆ ซึ่งเรามีนักวิชาการ คนเก่ง ๆ มีคุณภาพมากมาย ทำวิจัยในเบื้องต้นออกมา แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อและนำไปสู่การผลิต หรือการสร้างมูลค่าให้กับสังคมหรือเศรษฐกิจได้ในที่สุด อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  

เร่งรัดหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม

สุดท้ายนะครับก่อนที่จะไปดูบรรยากาศที่ผมได้พบปะกับนิสิตนักศึกษา คงจะเรียนในเรื่องของน้ำท่วม ก็ขอ เรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่าขอให้ติดตามในเรื่องของการพยากรณ์อากาศ  เพราะว่าต้องยอมรับถึงเรื่องของ ปัญหาความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ  มากจริง ๆ ครับปีนี้ เพราะว่าคงจำได้นะครับว่าก่อนหน้านี้เดือน 2 เดือน เราวิตกกังวลกันมากว่าจะเกิดปัญหาภัยแล้ง จนกระทั่งถึงขั้นที่ว่าน้ำจะไม่มีใช้ในต้นปีหน้า ขณะนี้ นอกเหนือจากกรณีของเขื่อนภูมิพล ในเขื่อนหลักต่าง ๆ กลับกลายเป็นว่าน้ำเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่ปกติ ระดับ น้ำ แต่ตรงกันข้ามก็คือเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นในหลายพื้นที่    ผมก็ขอเรียนนะครับว่าการติดตามช่วยเหลือนั้น ได้ มีการกำชับและเร่งรัดหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดเวลา และขณะนี้ทราบว่าในบางพื้นที่มีความสับสนในเรื่องของการชดเชยความเสียหาย โดยเฉพาะเอาเรื่องของการชดเชยความเสียหายจากภัยพิบัติ กับเรื่องของการชดเชยในโครงการประกันรายได้ไปปะปนกัน  ผมได้รับทราบปัญหานี้แล้ว  และวันอังคารนี้ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะได้มีการซักซ้อมถึงแนวทางและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยสรุปก็คือว่าเกษตรกรนั้นถ้าหากประสบกับภัยพิบัตินั้นได้รับการชดเชยในเรื่องของภัยพิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ และขณะเดียวกันก็ยังสามารถที่จะมาใช้สิทธิในโครงการประกันรายได้อีกทางหนึ่งด้วย ไม่ได้ถือว่าจะต้องรับเพียงทางใดทางหนึ่ง  

การบริหารจัดการในเรื่องโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ

นอกจากนั้นครับในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารนั้น ผมได้ย้ำให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ของการบริหารจัดการในเรื่องของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ และบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำต่างๆไปทบทวนดู ครับ   เพราะว่าพื้นที่ที่มีการน้ำท่วมใหญ่  หรือน้ำท่วมที่ค่อนข้างจะรุนแรงปีนี้  พบว่าหลายพื้นที่นั้นค่อนข้างที่จะเป็นพื้นที่ที่มีการท่วมซ้ำซาก เพราะฉะนั้น ก็ให้ไปสำรวจดูว่าโครงการซึ่งเคยมีการกำหนดเอาไว้ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ในหลายพื้นที่นั้น ความคืบหน้าอยู่ที่ไหนอย่างไร ขาดแคลนอะไรเพื่อที่จะได้มีการปรับแผน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก ทั้งหมดนี้ก็เป็นงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อยากจะถือโอกาสรายงานพี่น้องประชาชนครับ  เดี๋ยวพักกันสักครู่นะครับไปดูบรรยากาศการพบปะกับนิสิตนักศึกษา และช่วงท้ายกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งกับการสนทนากับพิธีกรรับเชิญครับ