
"ซูเปอร์บั๊ก"แบคทีเรียเขย่าโลกมหันตภัยใกล้ตัวคนไทย
ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อทั่วโลกจัดประชุมเคร่งเครียด เหตุจากแบคทีเรีย "ซูเปอร์บั๊ก เอ็นดีเอ็ม-1" ข่าวจากหลายสำนักรายงานว่า เชื้อโรคตัวนี้กำลังแพร่ระบาดสู่ยุโรปอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยชาวเบลเยียมรายหนึ่งเสียชีวิตจากซูเปอร์บั๊ก
...คำถามสำหรับประเทศไทย คือ เชื้อซูเปอร์บั๊กตัวนี้ระบาดถึงเมืองไทยหรือยัง และแนวทางการ ป้องกัน ดูแล รักษา คืออะไร !?!
ซูเปอร์บั๊ก (Superbug) เป็นเชื้อโรคที่รุนแรงและแข็งแรง โดยทั่วไปแพทย์จะเรียกสั้นๆ ว่า "บั๊ก" ถ้าเป็นซูเปอร์บั๊กก็หมายถึงเชื้อที่รุนแรงกว่าปกตินั่นเอง
ย้อนไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคม นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษประกาศว่า พบเชื้อ "ซูเปอร์บั๊ก เอ็นดีเอ็ม-1" หรือเชื้อแบคทีเรียที่มียีนเอ็นดีเอ็ม-1 กำลังระบาดอย่างรุนแรงในกลุ่มผู้ป่วยชาวอังกฤษกว่า 30 ราย ทั้งหมดมีประวัติเคยรักษาตัวในโรงพยาบาลของอินเดีย ต่อมาหัวหน้าฝ่ายโรคติดต่อจาก รพ.แคนเบอร์ราในออสเตรเลียแถลงข่าวว่า มีชาวออสเตรเลีย 3 ราย ติดเชื้อนี้จากการผ่าตัดศัลยกรรมตบแต่งในนครมุมไบของอินเดียเช่นกัน
ล่าสุด 13 สิงหาคม 2553 แพทย์จากประเทศเบลเยียมยอมรับว่า มีคนไข้รายหนึ่งเสียชีวิตแล้วจากซูเปอร์บั๊กเอ็นดีเอ็ม-1 เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียตัวนี้แข็งแรงมากๆ ขนาดหมอสั่งยาต้านปฏิชีวนะ "คาร์บาเพเนมส์" ซึ่งเป็นยาทรงพลังที่สุด ยังไม่สามารถปราบซูเปอร์บั๊กจากอินเดียได้ ขณะนี้กลุ่มแพทย์ทั่วยุโรปกำลังเร่งระดมสมองเพื่อหาวิธีจัดการเชื้อตัวนี้
ความเป็นมาของเอ็นดีเอ็ม-1 จากวารสารการแพทย์ แลนเซต อินเฟคชั่นส ดิซีสเซส (Lancet Infectious Diseases) ฉบับตีพิมพ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม รายงานว่า คณะนักวิจัยค้นพบยีนชนิดใหม่ชื่อ เอ็นดีเอ็ม-1 ในคนไข้อังกฤษจำนวน 29 คนที่เคยอยู่ในเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เมื่อสืบค้นไปจึงรู้ว่า เชื้อตัวนี้ถูกพบครั้งแรกในโลกเดือนธันวาคม 2552 เป็นผู้ป่วยชาวสวีเดนที่เคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอินเดีย จึงได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มที่เคยเข้ารักษาในโรงพยาบาลแถบเอเชียใต้ คือ ผู้นำเชื้อร้ายตัวนี้เข้ามาแพร่ระบาดในยุโรป
ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อและระบาดวิทยา รพ.รามาธิบดี อธิบายว่า ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ค้นพบเชื้อโรคหลายร้อยชนิด ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าใช้ยาตัวไหนจำนวนมากและบ่อยครั้ง เชื้อโรคจะดื้อยาตัวนั้น ทำให้ต้องคิดค้นยากลุ่มใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะหลายชนิด ที่ใช้บ่อยจนรู้จักทั่วไป คือ กลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) เป็นกลุ่มยาที่ใช้มานานหลายสิบปี เช่น อะม็อกซีซิลลิน แอมพิซิลลิน ทำให้เชื้อดื้อยาตัวนี้จำนวนมาก จึงคิดค้นและใช้ยากลุ่มใหม่ คือ กลุ่มยาเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) ซึ่งพัฒนาได้ 4 รุ่น โดยรุ่น 3 และรุ่น 4 มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อก่อโรคได้อย่างกว้างขวาง แต่เชื้อโรคบางตัวเริ่มดื้อยากลุ่มนี้แล้ว โดยเฉพาะเชื้อที่กระจายอยู่ในโรงพยาบาล หรือที่เรียกว่าซูเปอร์บั๊ก จึงมีการสั่งยากลุ่มที่มีฤทธิ์รุนแรง เช่น กลุ่มคาร์บาพีเนมส์ (Carbapenems) ซึ่งถือว่าเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อก่อโรคได้มากชนิดที่สุดในปัจจุบัน
"ความน่ากลัวของซูเปอร์บั๊กที่พบในประเทศอินเดีย คือ 1.ดื้อต่อยาคาร์บาพีเนมส์ ทำให้มียาที่ใช้รักษาได้น้อยมาก 2.เชื้อที่สร้างเอนไซม์นี้เป็นเชื้อแบคทีเรียธรรมดาที่อาศัยในลำไส้มนุษย์ พบได้ทั่วไปในร่างกายคน 3.เป็นครั้งแรกที่พบผู้ติดเชื้อจากนอกโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เชื้อร้ายแรงแบบนี้ จะพบเฉพาะผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ได้เป็นเชื้อที่อยู่ข้างนอกทั่วไป การมีผู้ป่วยติดเชื้อตัวนี้จากนอกโรงพยาบาล แสดงให้เห็นว่าไม่สามารถควบคุมเชื้อตัวนี้ได้แล้ว การแพร่ระบาดอาจเกิดขึ้นได้ในสถานที่ทั่วไป"
หมอกำธรกล่าวต่อว่า ในโรงพยาบาลทั่วโลกจะมีซูเปอร์บั๊กอยู่แล้ว เพราะเป็นแหล่งรวมผู้ป่วยจากโรคต่างๆ เมื่อใช้ยาฆ่าเชื้อไปนานๆ เชื้อโรคจะดื้อยาซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากแพทย์พบคนไข้ติดเชื้อซูเปอร์บั๊กจะสั่งยาปฏิชีวนะให้ตามความเหมาะสม จนผู้ป่วยหายขาด จึงอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล เพื่อควบคุมเชื้อไม่ให้แพร่กระจาย แม้ว่าทุกโรงพยาบาลทั่วโลกจะมีซูเปอร์บั๊กแต่เป็นสายพันธุ์แตกต่างกันไป เช่น โรงพยาบาลของไทยจะพบซูเปอร์บั๊กชื่อ เอ-โบมานนี (A.baumannii) เป็นจำนวนมาก เชื้อนี้จะติดโดยการสัมผัสหรือจากเครื่องมือแพทย์ หากมีการสุ่มตรวจผู้ป่วยในห้องไอซียูบางแห่ง ก็พบผู้ติดเชื้อตัวนี้ได้บ่อยมาก
"จนถึงวันนี้ยังไม่พบผู้ป่วยไทยติดเชื้อซูเปอร์บั๊กเอ็นดีเอ็ม-1 ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวล หากพบคงเป็นนักท่องเที่ยวไม่กี่คน ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ คนไทยซื้อยากินง่ายดาย บางคนกินไม่ครบขนาด บางคนกินยาผิดวิธีหรือกินโดยไม่จำเป็น ทำให้เชื้อดื้อยาและระบาดทั่วไป คาดว่าในอินเดียหรือประเทศใกล้เคียงคงมีการขายยาปฏิชีวนะเซฟาโลสปอรินและคาร์บาพีเนมส์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้ซูเปอร์บั๊กตัวนี้ดื้อยาและกระจายไปในชุมชน ทางป้องกันมีอย่างเดียวเท่านั้น คือไม่ควรอนุญาตให้ขายยาปฏิชีวนะในร้านขายยาทั่วไป ก่อนที่เชื้อร้ายจะแพร่กระจายออกไปมากกว่านี้"
หมอกำธรยืนยันว่า คนไทยมีความเข้าใจผิดๆ ที่เรียกยาปฏิชีวนะว่า "ยาแก้อักเสบ" เพราะหลายครั้งที่ร่างกายมีอาการอักเสบ เกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่จากการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอจากเชื้อไวรัส การกินยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาอาการนี้ได้ พอรู้สึกว่าร่างกายติดเชื้อหรือมีอาการอักเสบ คนไทยจะไปซื้อยาปฏิชีวนะมากินทันที ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องจริงจังในการควบคุมการใช้ยากลุ่มนี้
สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่ประกาศว่า จากวันนี้ไปห่วงโซ่สาธารณสุขทั้งหมด เช่น คนไข้ โรงพยาบาล รัฐบาล ห้องทดลองและบริษัทยา ต้องเฝ้าระวังปัญหาแบคทีเรียดื้อยา และทั่วโลกควรกำหนดมาตรการใช้และการขายยาปฏิชีวนะอย่างจริงจัง เพื่อลดการแพร่ระบาดของซูเปอร์บั๊ก



