ข่าว

ปชป.ชี้แม้วเคลื่อนไหวต่อเนื่องห่วง3จุดเสี่ยง

ปชป.ชี้แม้วเคลื่อนไหวต่อเนื่องห่วง3จุดเสี่ยง

11 ก.ย. 2553

“วอร์รูม ปชป.” ชี้ “แม้ว” และ “พวก” ยังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ห่วง “จุดเสี่ยง 3 เรื่อง” แนะ “ 3 สิ่ง” ให้ “ทุกฝ่าย” มีส่วนร่วม ช่วยกัน “รักษาความสงบ” ของ “บ้านเมือง” เย้ยพท.ปรับโครงสร้างไม่ช่วยเป็นอิสระจาก"ทักษิณ" พท.วอนปชป.หยุดวิจารณ์เลือกหัวหน้าพรรคใ

 (11ก.ย.) นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าคณะทำงานปฏิบัติการทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ (วอร์รูม) ได้ประเมิณสถานการณ์ถึงการเคลื่อนไหวและเตรียมการชุมนุม ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ในระหว่างวันที่ 12-19 กันยายนนี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นสิ่งยืนยันว่าการดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองและการเคลื่อนไหวนอกสภา ของแนวร่วมระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย และกลุ่มนปช. ยังมีต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงปัจจุบันนี้ และสัญญาณดังกล่าวได้สร้างความกังวลเป็นวงกว้างในสังคม ต่อการกลับมาของภาคความขัดแย้งทางการเมือง ที่นำไปสู่ความงวุ่นวาย

 "วอร์รูมของพรรคได้ประเมินว่าสถานการณ์ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเตรียมการเคลื่อนไหวนั้น ถือว่ามีการเคลื่อนของเหตุการณ์ 3 เรื่องที่น่าเป็นห่วง และเป็นจุดเสี่ยง คือ 1 . แนวโน้มการก่อวินาศกรรม มีลักษณะของการใช้อาวุธสงครามโจมตีเป้าหมายเชิงสัญญาลักษณ์ ในลักษณะเตรียมการล่วงหน้า และประสานการเคลื่อนไหวเพื่อจู่โจม โดยการยิงระเบิด M79 ที่ทำเป็นชุด เข้าได้กับการก่อวินาศกรรมโดยขบวนการที่ใช้วิธีการก่อการร้าย โดยการฝึกและเตรียมล่วงหน้า จึงสามารถปฏิบัติการที่มีความสลับซับซ้อนสูงขึ้นกว่าในอดีต

  2.กระแสข่าวที่มีการปล่อยออกมาเป็นระยะ ว่ามีการเตรียมการทำร้ายเป้าหมายบุคคลทางการเมือง ถือว่าเป็นเรื่องที่ทางการต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะการใช้ความรุนแรงต่อตัวบุคคลถือว่า เป็นสิ่งที่เป็นพัฒนาการใหม่ ซึ่งไม่เคยมีการลงมือกระทำในอดีตแต่ข่าวที่ปรากฎออกมาจากหลายแหล่งนั้น ก็ทำให้มิติทางด้านการทำร้ายเป้าหมายทางการเมืองเป็นจุดเสี่ยงอีกจุดหนึ่ง ที่ต้องเฝ้าระวังเช่นเดียวกัน"โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวและว่า  

 3.จุดเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจจะ เกิดขึ้นหากการชุมนุม เคลื่อนเข้าสู่สถานภาพเดียวกันกับการที่มีผู้ที่ต้องการให้สถานการณ์รุกลามบานปลาย โดยการสร้างสถานการณ์ เข้าแฝงตัวกับการชุมนุมในหลายลักษณะ โดยเฉพาะการเตรียมการที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมทั้งควรมีการตั้งจุดตรวจตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ด้วย ซึ่งการที่มีเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพก็มีเสี่ยงต่อเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดการยั่งยุ หรือสร้างสถานการณ์เพื่อหวังให้เกิดกำลังตอบโต้ และเกิดการรุกลามบานปลายของสถานการณ์

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวด้วยว่า วอร์รูมฯเห็นว่ารัฐบาลได้ยึดแนวทางเดิม คือ เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และจะไม่เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ต่อผู้ชุมนุมก่อนเป็นอันขาดในทุกกรณี อย่างไรก็ตาม คณะวอร์รูมมีความเห็นว่า ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมในการที่จะดูแลสถานการณ์ไม่ให้เกิดการกลับคืนไปสู่สภาพของความขัดแย้ง ที่จะนำสู่ความวุ่นวายในสังคมเช่นเดียวกับในอดีต ดังนั้นคณะวอร์รูมจึงมีความเห็น 3 ประการ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกันในการช่วยกันรักษาความสงบของบ้านเมือง กล่าวคือ 1. บทบาทของประชาชนในการเฝ้าระวังสถานการณ์ เหตุการณ์ ตลอดทั้งบุคคลที่แปลกปลอม ในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงเบาะแสของการเตรียมการ หรือการดำเนินการเพื่อก่อวินาศกรรม
 
  2. ทุกภาคส่วนยุติการเข้าร่วมการชุมนุมในลักษณะต่างๆ ในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ยังมีสัญญาณว่ามีกลุ่มที่ไม่ต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติเตรียมออกมายกระดับการเคลื่อนไหว และมีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีการแทรกแวงสถานการณ์จากกลุ่มบุคคลดังกล่าว ทำให้เหตุการณ์บานปลาย เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากให้ประชาชนเข้าร่วมการเคลื่อนไหว ซึ่งขณะนี้พระราชกำหนดฯ ก็ยังประใช้อยู่

  3. อยากเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองที่สามารถ ที่จะโน้มน้าวกลุ่มที่เคลื่อนไหวนอกสภาอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งผู้ที่เคลื่อนไหวนอกประเทศ พรรคเพื่อไทย ได้แสดงบทบาทในการที่จะประสานงานกลุ่มต่างๆ ให้มีส่วนร่วมในกระบวนการปรองดอง โดยการเข้าร่วมหารือ และ ดำเนินการด้วยการกระทำที่ไม่ให้มีการชุมนุม หรือป้องกันเหตุความรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมือง โดยด่วน เพราะถือว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้มีเป้าหมายทั้งเชิงสัญญาลักษณ์ และเป้าหมายในการส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

ปชป.เย้ยพท.ปรับโครงสร้างไม่ช่วยเป็นอิสระจากทักษิณ

 นพ.บุรณัชย์ แถลงว่า ความเคลื่อนไหวภายในพรรคเพื่อไทย กรณีที่จะมีการปรับโครงสร้างของพรรค บุคคลากร รวมทั้งผู้นำพรรคเป็นกระบวนการภายในของพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมือง ก็มีความหวังว่า กระบวนการประชาธิปไตยภายพรรคจะทำให้การคัดเลือกบุคคลที่มาเป็นหัวหน้าพรรคนั้นอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่า การเมืองจะยังมีทางเลือกทั้งด้านนโยบาย และบุคคลที่จะมาบริหารบ้านเมืองหากมีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง

 บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง ต้องมีความพร้อมที่จะเป็นทั้งผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรี ส่วนข่าวที่ปรากฎออกมานั้นไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย เพราะสิ่งที่สังคมจับตาอยู่คือพรรคเพื่อไทยสามารถดำเนินการเป็นอิสระต่อการชี้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มากน้อยแค่ไหน และสามารถดำเนินอย่างชัดเจนกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไร แต่พรรคประชาธิปัตย์ มองว่าตัวบุคคลไม่มีความสำคัญมากเท่ากับความเป็นอิสระของพรรคการเมือง

 ดังนั้นจึงอยากให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทั่วประเทศ มีส่วนร่วมสำคัญในการที่จะชี้นำแนวทางของพรรคเพื่อไทย และเข้าร่วมกระบวนการปรองดองตามที่รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอในแถลงการณ์ และพรรคเพื่อไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อพิจารณาถึงความชัดเจนในเรื่องการเข้าร่วมหารือกับรัฐบาล เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาต่อไป

พท.วอนปชป.หยุดวิจารณ์เลือกหัวหน้าพรรคใหม่

 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวว่า ขอเรียกร้องให้คนของพรรคประชาธิปัตย์หยุดแสดงความคิดเห็นกรณี การคัดเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแบบนิ่งๆ สัก 2-3 วัน เพื่อรอดูมติของการประชุมพรรคในวันอังคารที่ 14 ก.ย.ที่จะถึงนี้  ซึ่งเป็นเรื่องภายในของพรรคก่อน โดยเฉพาะกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ประชาธิปัตย์ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบสุภาพบุรุษว่า เป็นเรื่องภายในของพรรคเพื่อไทยจะไม่ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เพราะเป็นมารยาท แต่ในอีกมุมหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าทั้ง 2 ท่านนี้ ทำวิธีปากว่าตาขยิบหรือไม่ เพราะโฆษกส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ กลับทำสวนทางกับหัวหน้าพรรค ไม่สมกับที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อุตสาห์แสดงสปิริต ในเรื่องนี้ว่าต้องมีมารยาท

จวก"อภิสิทธิ์"เลือกที่รักมักที่ชังย่องเยี่ยมสนธิ

 นายจิรายุ  กล่าวว่า การที่รัฐมนตรีหลายคนรวมถึงนายกรัฐมนตรี ใช้เวลาในการบริหารประเทศให้กับคนกว่า 65 ล้านคนไปเยี่ยมแกนนำพันธมิตรฯอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงเอเอสทีวี วันนี้พรรคฝ่ายค้านไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรแล้ว เพราะเห็นได้ชัดว่าวันนี้ รัฐบาลคงขึ้นหลังเสือ ครั้นจะลงลงแบบง่าย ๆ คงลำบาก เห็นได้ชัดเจนว่าวันนี้สื่อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ก็ชัดเจนแล้วว่าไร้การเหลียวแล ทำอย่างกับไม่ใช่คนไทยด้วยกัน แถมยังโดนข่มขู่ คุกคาม แทรกแซงตลอด และการที่จะบอกว่ารัฐบาล 2 มาตรฐานเลือกที่รักมักที่ชัง , พวกมึงไม่ใช่พวกกูหรือรักลูกคือประชาชนไม่เท่ากันนั้น