
บึ้มสนง.พ่อตาเนวินมาร์คชี้มีผู้หวังแรง
บึ้มสำนักงานพ่อตา"เนวิน"ที่เชียงใหม่ "อภิสิทธิ์"ชี้สะท้อนมีคนต้องการสร้างความรุนแรง แจงเสื้อแดงเคลื่อนไหวได้แต่อย่าทำผิดกฏหมาย ประชาชนเชื่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการเมือง คนเสื้อแดงอุดรธานีประกาศ 19 กันยายนไม่ร่วมเคลื่อนไหว
เมื่อเวลา 02.55 น. วันที่ 12 กันยายน� ได้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหน้าสำนักงานบริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด ถนนมหิดล ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่� ซึ่งเป็นบริษัทของนายคะแนน สุภา พ่อตานายเนวิน ชิดชอบ� ส่งผลให้ชาวบ้านที่อยู่ระแวกใกล้เคียงทั้งพนักงานขายร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันและรปภ.ของสถานบันเทิงชื่อร้านโดมสตาร์ เอนเทอร์เทนเม้นท์คลับแอนด์คาราโอเกะ ซึ่งอยู่ห่างออกไป80-100 เมตรได้พากันออกมายืนที่ริมถนนเพื่อมองหาจุดที่เกิดระเบิดอย่างแตกตื่น
�สอบถามนายนพ (นามสมมติ)พนักงานรักษาความปลอดภัย สถานบันเทิงร้านร้านโดมสตาร์ เอนเทอร์เทนเม้นท์ฯ� หนึ่งในผู้ได้ยินเสียงระเบิด� กล่าวว่า� ช่วงเกิดเหตุไดยินเสียงดังสนั่นขึ้นมา 1 ครั้ง� เมื่อชะโงกออกไปเห็นเพียงรถกระบะไม่ทราบสีและยี่ห้อเร่งเครื่องขับไปด้วยความเร็วสูงผ่านไปบนถนนด้านหน้าสำนักงานเชียงใหม่คอนสครัคชั่นไป 1 คัน� คาดว่าจะเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ� เนื่องจากดึกแล้วและมีรถผ่านไปมาน้อย �
�อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุได้ตรวจสอบไปยังสภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์� ทราบว่าทางบริษัทเชียงใหม่คอนสตรีคชั่นยังไม่มีการส่งตัวแทนหรือโทรศัทพ์ไปแจ้งความกับตำรวจ� รวมทั้งยังไม่มีเจ้าหน้าที่วิทยาการมาตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ� และรปภ.ที่อาศัยอยู่ในป้อมยามด้านหน้าสำนักงานดังกล่าวก็ปิดตัวเงียบยังเดินตรวจรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในอย่างหวาดผวา� โดยไม่ยอมออกมาให้ข้อมูลใด ๆเกี่ยวกับการระเบิดครั้งนี้� เบื้องต้นจึงยังไม่มีรายงานความเสียหายและผู้บาดเจ็บ
อภิสิทธิ์มองเป็นการสะท้อนมีคนต้องการสร้างความรุนแรง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์"ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ถึงเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะล่าสุดที่จ.เชียงใหม่ว่า เป็นการยืนยันสิ่งที่ผมได้ย้ำนะครับว่า "เรายังมีกลุ่มคนซึ่งไม่ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ทีนี้ตรงนี้ที่มันท้าทายสังคมไทย ว่าเราจะเดินไปทางทิศไหน ผมก็ยืนยันว่าทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศก็คือเราต้องยืนหลักการการรักษากฎหมาย แล้วก็เปิดพื้นที่ในเรื่องของการเมืองและประชาธิปไตย ฉะนั้นผมถึงบอกว่าทุกคนมีบทบาทสำคัญทั้งนั้น แล้วก็สัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งสัปดาห์ คนก็ให้ความสนใจกับท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ซึ่งผมก็บอกว่าอันนี้หละจะเป็นบททดสอบ เพราะว่าผมก็ย้ำมาโดยตลอดว่าถ้าสมมติว่าพรรคเพื่อไทยมองว่าการเลือกตั้งจะเป็นทางออกของประเทศ ก็ต้องมาช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยก็เข้ามาร่วมมือกับรัฐบาล"
ผู้ดำเนินรายการ ถามว่า แต่เขาก็จะบอกว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง บางส่วนเขามองมาที่รัฐบาลว่าสร้างสถานการณ์ นายกรัฐมนตรีตอบว่า "ก็เข้ามาร่วมมือกันสิครับ เข้ามาร่วมมือกันในการทำงานในเรื่องของเบาะแส ในเรื่องของการข่าว เพราะอย่าลืมว่ามีพฤติกรรมหลายอย่างซึ่งมีการจับกุมแล้ว และก็เป็นคนซึ่งมีความเชื่อมโยงอยู่กับการเมือง ถ้าบอกไม่รู้ ก็มาช่วยกันละครับว่าถ้าอย่างนั้นก็อย่าช่วยกัน"
ผู้ดำเนินรายการถามว่า คือให้ตัดให้ขาด นายกรัฐมนตรี ตอบว่า "ต้องตัดให้ขาด ทั้งในเรื่องการละเมิดสถาบัน ทั้งในเรื่องของความรุนแรง การใช้อาวุธ ซึ่งผมบอกแล้วว่าผมเชื่อในหลายคนที่เป็น ส.ส. ที่เป็นแกนนำพรรค แกนนำเสื้อแดง ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ว่าจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะบังเอิญคนเหล่านี้มีความสัมพันธ์ โยงใยกันอยู่กับอีกหลาย ๆ คน เข้ามาช่วยกันทำงาน ถ้าอย่างนี้หละคือรูปธรรมของการที่จะเดินไปสู่ความปรองดอง อย่าลืมนะครับว่าเงื่อนไขที่ผมเสนอมาตลอดเรื่องการเลือกตั้ง คือความสงบ ความยอมรับในกติกา ผมเป็นฝ่ายเสนอมาตลอดแต่ถูกปฏิเสธมาตลอด ผมเสนอปลายปีที่แล้ว บอกว่าทำประชามติ 6 ประเด็นรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายเสร็จ แล้วก็ประชามติเรียบร้อยราบรื่น ยุบสภาฯ นี่ถ้ารับเงื่อนไขก็เลือกกันไปแล้วตั้งแต่น่าจะสักเดือนสองเดือนแล้ว"
แจงเสื้อแดงเคลื่อนไหวได้แต่อย่างทำผิดกฏหมาย
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหว นปช.ว่า�มีเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว คือ ต้องย้ำว่าปัญหามันอยู่ในจุดที่เราต้องเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา ตนยืนยันว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญทำได้ ถึงแม้จะมีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ว่าเราก็ไม่ห้ามกิจกรรมทางการเมือง จะมีการห้ามเฉพาะในลักษณะซึ่งปิดถนน ขัดขวางการทำหน้าที่ ขัดขวางการเข้า-ออกอะไรต่าง ๆ แต่ว่าถ้าสามารถที่จะจัดกิจกรรมโดยที่ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องเหล่านี้ ก็จัดได้ แต่ว่าปัญหาที่ในอดีตมีปัญหาเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงไปในเรื่องของวินาศกรรม และการใช้ความรุนแรง การใช้อาวุธ
�เมื่อถามว่า แต่เขาจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน นายกรัฐมนตรี� กล่าวว่า คือใครจะบอกอย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่ามันจะมีการกระทำที่คู่ขนานกัน แล้วก็การที่เราจับกุมในอดีตนี้ก็มีการขยายผล นำไปสู่การเชื่อมโยงคาบเกี่ยวกับคนบางกลุ่ม ต้องย้ำว่าบางกลุ่มนะครับ บางกลุ่มเขาก็ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ และแม้กระทั่งแกนนำนี้ก็ไม่ได้ทั้งหมด บางคนรู้ บางคนไม่รู้ อันนี้ก็พูดตรง ๆ สิ่งที่ตนอยากจะย้ำ คือ เราก็จะกำหนดกติกาให้มันชัด ขณะนี้ทาง ผบ.ตร. ก็ทำแผน และศอฉ. ก็คงจะมีแผนอยู่ แต่ก็จะเริ่มต้นจากการที่จะประสานงานก่อน ว่าทำอย่างไรการจัดกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ทำให้พวกที่มาเกาะเกี่ยวและใช้ความรุนแรงตรงนี้เข้ามา เพราะตัวนี้คือตัวปัญหาของประเทศ
�เมื่อถามว่า เราจะตีกรอบอย่างไรว่าอย่างให้ทำได้ ยังไงให้ทำไม่ได้ เพราะว่าอีกด้านหนึ่งก็จะตั้งข้อกล่าวหามาก่อนเลยว่ารัฐบาลสองมาตรฐาน ตอนปราสาทพระวิหารเสื้อเหลืองชุมนุมได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีสองมาตรฐาน เพราะว่าทุกกรณีกระทำเหมือนกัน อย่างกรณีที่พระวิหารนั้นมีสองช่วง ช่วงหนึ่งไปยูเนสโกก็ส่งตำรวจไปเจรจาอยู่ เพราะว่าบอกว่ากำลังจะปิดพื้นที่อย่างนี้ไม่ได้ ในที่สุดก็เจรจา และก็เลิกกันไป ส่วนครั้งที่สองนี้ก็คุยกันแล้วก็บอกว่า อย่ามาจัดตรงทำเนียบฯ เขาก็ไม่จัด เขาก็ไปจัดที่ดินแดง
�เมื่อถามว่า สัปดาห์นี้เป็นต้นไปจะเป็นช่วงครบรอบ 4 เดือนของราชประสงค์ 4 ปีรัฐประหาร จะมีเอาผ้าแดงไปผูกที่ป้ายราชประสงค์ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าว่า ตนคิดว่าได้ ถ้าเขาไม่ได้ไปกีดขวางจราจร เขาไม่ได้ไปปิดถนน ไม่ได้ไปอะไรนี้ ถ้าเขาจะมีคนมาเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาไปผูกผ้าเพื่อเตือนว่านี่มันเกิดความสูญเสียขึ้น รัฐบาลก็ต้องเร่งรัดในเรื่องของคดีความต่าง ๆ ตนว่าเขาแสดงออกอย่างนี้ได้
�เมื่อถามต่อว่า� ความจริงนายกรัฐมนตรีให้สัญญาณชัดเจนว่าคือก็เป็นการชุมนุมใช้สิทธิ์ทางการเมืองโดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่ปิดถนน ไม่กีดขวางการเข้า-ออก ไม่คุกคามใคร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันมีประกาศของมันอยู่แล้ว เมื่อถามว่า เอาดอกไม้ไปวางหน้าเรือนจำทำได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ได้ครับ ได้ ถ้าไม่ไปขัดระเบียบ กฎระเบียบอะไร ถ้าทำได้
�เมื่อถามว่า ทั้งหมดนี้ท่านนายกฯ ยืนยันใช่ไหมครับว่าที่ผ่านมานี้ คืออีกฟากหนึ่งพยายามจะบอกตลอดเวลาว่าสองมาตรฐานในการจัดการ นายกรัฐมนตรี ไม่มี� คือมีเกณฑ์ของมันชัดอยู่แล้ว มีประกาศอยู่แล้ว จริง ๆ เจ้าหน้าที่ก็จะมีความระมัดระวัง เพราะเราก็กำชับไปว่าบางทีเรื่องมันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไปทำอะไรแล้วมันจะเป็นเรื่องใหญ่เสียเปล่า ๆ อันนี้ก็ต้องดู เขาก็จะดูความพอดี
�"พอมีข้อร้องเรียนเข้ามา ผมเข้าไปดูอยู่ตลอด เพราะว่ามันจะดูจะทำให้เกิดความตึงเครียดเกินไป หรืออะไรเกินไป ผมจะสั่งไปทุกครั้ง เพราะผมก็มีจุดยืนมาตลอดว่าเปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็น ผมถึงบอกว่าจริง ๆ แล้วเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย เช่น ที่ผ่านมาที่ตนเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษามาพบก็ดี หรือการที่ขณะนี้ช่อง 11 ก็เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านเข้ามาก็ดี อันนี้คือสิ่งที่เรากำลังจะปูทาง เพื่อที่จะแก้ปัญหาของสังคมไปสู่ความปรองดองได้บนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามต้องเลิกพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทั้งหมด ซึ่งตรงนี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะเราก็ยังเห็นว่ามีการก่อเหตุ วินาศกรรม มีระเบิด และวันนี้ก็มีโพลออกมาบอกว่าประชาชนยังมีความวิตกกังวลเป็นห่วง
�เมื่อถามว่า แต่เขาก็จะบอกว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง บางส่วนเขามองมาที่รัฐบาลว่าสร้างสถานการณ์ นายกรัฐมนตรี ก็เข้ามาร่วมมือกัน เข้ามาร่วมมือกันในการทำงานในเรื่องของเบาะแส ในเรื่องของการข่าว เพราะอย่าลืมว่ามีพฤติกรรมหลายอย่างซึ่งมีการจับกุมแล้ว และก็เป็นคนซึ่งมีความเชื่อมโยงอยู่กับการเมือง ถ้าบอกไม่รู้ ก็มาช่วยกันละครับว่าถ้าอย่างนั้นก็อย่าช่วยกันนะ
�"ก็ช่วงที่นั่งเจรจากับแกนนำเสื้อแดงก็บอกเลือกตั้งปลายปีไหม เขาก็ไม่เอา แล้วก็ที่ว่าเลือกตั้งพฤศจิกายนไหม ซึ่งจะต้องยุบสภาฯ ประมาณช่วงนี้ครับ เขาก็ไม่เอานะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ผมบอกคือว่า การเลือกตั้งจะต้องนำไปสู่ความสงบ ซึ่งมันจะนำไปสู่ความสงบได้ต้องเป็นการเลือกตั้งที่เป็นธรรม เสรี ซึ่งมันหมายถึงว่าเราจะต้องมาลดเงื่อนไขของความรุนแรงที่มีอยู่ หรือการคุกคามทางการเมืองที่มีอยู่ ซึ่งเมื่อกี้ที่ผมตอบคำถามนิสิตนักศึกษาไปว่า การคุกคามทางการเมืองอย่าคิดว่าเป็นฝ่ายเดียวนะครับ ขณะนี้ถูกคุกคามกันทุกฝ่าย บรรยากาศนี้ต้องเลิก" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
�เมื่อถามว่า เกิดระเบิดอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เลือกตั้งไม่ได้ นายกรัฐมนตรี จะไปบอกว่าไม่ให้มีสักตูมหนึ่งเลย หรือว่ามีตูมหนึ่งแปลว่าเลือกตั้งไม่ได้คงไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าถ้าลักษณะของการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ยังเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี้ ตนว่าประชาชนไม่มั่นใจ ในเรื่องของเสถียรภาพที่มันจะเกิดขึ้น
�"ผมว่าประเด็นเรื่องของที่มีการอ้างว่ามีการพบปะพูดคุยตรงนั้นตรงนี้ แม้แต่เวลาเหตุการณ์ปกตินี้ นักการเมืองไปพบปะกันเป็นเรื่องค่อนข้างที่จะปกติ ผมย้ำเลยว่าตั้งแต่ช่วงมีเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ นี้ มันก็จะมีนักการเมืองในพรรค หรือนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลไปพบกับนักการเมืองฝ่ายค้าน หรือแกนนำทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเอาความคิดมาแลกเปลี่ยนกัน แล้วถ้ามันมีอะไรที่คิดว่ามันน่าจะผลักดันได้ก็อาจจะลองดู ซึ่งอันนี้ก็ทำกันตลอด สาวกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคไทยเขาก็ต้องการที่จะปรับกลไกภายในของเขา อย่างไรก็ตามผมถือว่าเมื่อคุณปลอดประสพ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ตอนนี้รักษาการหัวหน้าพรรคส่งสัญญาณมา เราก็ตอบไปแล้วในทีว่าเรื่องนี้มันพูดคุยกันได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราก็อยากเห็นอะไรที่มันเป็นรูปธรรมในเชิงการกระทำว่าจะให้เขามาทำอะไร ผมก็บอกให้เข้ามาช่วยกันทำงาน อย่างเช่น
�เมื่อถามว่า เอาโรดแม็ป โรดแม็ปเป็นโมเดลใหม่แล้ว ก็คือคราวนี้ประชาธิปัตย์รัฐบาล กับเพื่อไทยมาทำงานร่วมกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่ ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ทุกพรรคการเมืองต้องมาทำงานร่วมกันว่า ถ้าเราเห็นว่าบ้านเมืองยังไงในอนาคตต้องเดินด้วยระบบรัฐสภา มีกระบวนการเลือกตั้ง เราก็ต้องมาทำให้สภาวะแวดล้อมบรรยากาศทางการเมืองมันเอื้อต่อการที่จะพัฒนาระบบนี้ ไม่ใช่ทำให้นับวันระบบรัฐสภากับการเลือกตั้งมันถูกบั่นทอนไปตลอดเวลา ด้วยการใช้ความรุนแรง ด้วยการใช้การกระทำที่ผิดกฎหมาย ด้วยการข่มขู่คุกคาม อันนี้คือโจทย์ใหญ่ โจทย์หลัก ทีนี้เมื่อพรรคเขาอยู่ในช่วงที่อยากจะปรับโครงสร้างภายใน ก็ต้องเปิดโอกาส ถ้าเขาปรับโครงสร้างภายในเสร็จ ผู้บริหารชุดใหม่เขาก็จะเป็นคนกำหนดท่าทีพรรคเขาเป็นทางการ ว่าเขาอยากจะมาทำเรื่องนี้ด้วยวิธีไหนอย่างไร รัฐบาลก็ยินดีที่จะรับฟังแลกเปลี่ยนกัน
�"จะปิด จะเปิดห้องสุดแล้วแต่ คือตอนนี้รอให้เขาดำเนินการให้เรียบร้อย แล้วก็เสร็จแล้วผมคิดว่าเขาคงจะสามารถที่จะมีวิธีการในการที่จะมาพูดคุยกันได้ แล้วก็คงไม่ได้มาจำกัดบอกเป็นเรื่องว่าประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย คงไม่ใช่ มันน่าจะเป็นเวทีที่ทุกฝ่ายสามารถมาแสดงความคิดเห็นได้ ทุกกระบวนการไม่ใช่เวทีครับ
�เมื่อถามว่า กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร� อดีดนายกฯ ล่าสุดก็บอกว่าพร้อมจะปรองดอง ไม่ล้างแค้น แต่ก็ไม่พร้อมจะจูบปาก แต่ว่าประเทศย่ำแย่แล้ว มองปรากฏการณ์นี้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คุณทักษิณก็เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อแกนนำนปช. ต่อพรรคเพื่อไทย ตรงปฏิเสธไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่บอกตลอดคือว่าเรื่องการปรองดองมันต้องเป็นเรื่องของผลประโยชน์ชาติ คุณทักษิณก็อาจจะไปใช้บารมีอิทธิพลของตัวเองกับผู้สนับสนุนอยู่ แต่ว่าต้องไม่เอาเรื่องส่วนตัว ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาอยู่ในสมการของการที่จะแก้ปัญหา เพราะว่ารัฐบาลไม่มีหน้าที่ไปแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ให้คนกลุ่มใด รัฐบาลมีหน้าที่ในการที่จะดูแลผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ
�
�เมื่อถามว่า เงื่อนไขของรัฐบาลคือไม่มีนิรโทษกรรม ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ถูกต้องหรือไม่ นายกรัฐมนตรี เราต้องแยก คือ เรื่องเฉพาะตัวอย่างคุณทักษิณที่บอกว่าจะไม่รับ คือพูดง่าย ๆ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนคนอื่น ๆ เขานี้ เงื่อนไขอย่างนี้คงไม่ได้ ส่วนถามว่านิรโทษกรรมนี้ผมก็บอกแต่ว่ามันจะนิยามจำกัดกลุ่ม เหตุการณ์อะไรกันอย่างไร และผมก็ไม่ต้องการที่จะให้เรื่องของการนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ใช้กันเฝือ เพราะเวลาที่มีการใช้การนิรโทษกรรมกันบ่อย ๆ แทนที่มันจะนำไปสู่ความปรองดอง มันกลับกลายเป็นการชี้ช่องว่า เขาทำผิดกฎหมายนี่แต่ว่าถ้าเขาทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ มันก็จะไม่ผิดด้วยอะไรอย่างนี้ เราก็ต้องระมัดระวัง เพราะว่ามันมีทั้งความผิดทางการเมือง ความผิดทางอาญา ความผิดทางปกครองอะไรต่าง ๆ ก็อาจจะต้องมาดูรายละเอียด
�เมื่อถามว่า นายกฯ จะหยุดระเบิดอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราพยายามเต็มที่ คือ 1. เหตุที่เกิดแล้วก็ต้องพยายามจับกุม ซึ่งก็ต้องขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วย ที่ผ่านมาเขาก็จับกุมได้หลายกรณี แล้วก็ทำให้เขามีความเข้าใจ ความเชื่อมโยงการขยายผลอยู่บ้าง แต่ว่าคดีทุกคดีก็ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้เวลา 2. คือว่าในเชิงการข่าวเขาก็ต้องทำอย่างเข้มงวดกวดขันแล้วก็มีการวางกำลัง ซึ่งก็ทำ การป้องจะให้ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องยาก เพราะว่าคนที่ป้องกันกับคนที่จ้องจะทำนี้ ตนว่าความได้เปรียบเสียเปรียบมันต่างกัน
�เมื่อ เมื่อเกิดเหตุขึ้นทุกครั้ง อีกฟากฝั่งหนึ่งอย่างที่ล่าสุดคุณจตุพร พรหมพันธุ์ก็จะบอกว่านี่เป็นการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาล เพื่อจะหาเหตุความชอบธรรมในการจัดการกับการชุมนุมในสัปดาห์นี้� นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเห็นคุณจตุพรก็พูดมากี่เรื่องแล้วก็ไม่จริง และบอกสร้างสถานการณ์เพื่อการนั้นการนี้ ก็ไม่จริงมากี่ครั้งแล้ว เพราะฉะนั้นตนอยากให้ช่วยกันดี ถ้าคุณจตุพรมั่นใจว่ามีเจ้าหน้าที่ตรงไหนก็บอกมาเลย เราจะได้มีการดำเนินการ
�"ผมคิดว่าไม่มีประโยชน์หรอกครับ คือถ้าหากว่าเกิดเหตุปั๊บ คุณก็ใช้ความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองกล่าวหาคนอื่นก่อน ผมนี้ไม่เคย รัฐบาลเองไม่เคยไปกล่าวหาเลย พอเกิดเหตุปั๊บผมบอกอย่างเดียวว่าให้เจ้าหน้าที่เขาสอบ ถ้าผมจะพูดก็พูดได้ อยากจะกล่าวหาก็กล่าวหาได้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วผมว่าคุณจตุพรควรจะเลิกทำตัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของบ้านเมืองนะครับ และก็เลิกทำตัวเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการการปรองดอง คนในพรรคของคุณจตุพรขณะนี้ก็ส่งสัญญาณในทางที่ดี ประชาชนเริ่มมีความหวังว่าขณะนี้มันน่าจะมีความพยายามที่จะทุกฝ่ายมาผลักดันกันได้
ประชาชนเชื่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการเมือง
สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง ระเบิด กับคนไทย โดยประชาชนมองว่า เหตุการณ์ระเบิดเกี่ยวข้องกับการเมือง ถึง 73.58% โดยผลสำรวจพบว่า ความเห็นของประชาชนต่อเหตุระเบิด ส่วนใหญ่เชื่อว่า มาจาการสร้างสถานการณ์ อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย 45.23%
รองลงมา คือการท้าทาย ไม่เกรงกลัว กฎหมาย 17.08 % และขอให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะเหตุการณ์เชื่อมโยงกับสถานการณ์การเมือง ที่ยังไม่ยุติลง ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงที่มี
เรื่องการปรองดอง อาจมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ 16.99% ไม่แน่ใจว่ามาจากเหตุใด เพราะรอให้เจ้าหน้าที่สืบสวนหาข้อเท็จจริงมาก่อน ส่วน 9.43% เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่อาจเป็นกลุ่มคนที่ทำเพื่อท้าทายกฎหมายบ้านเมือง
นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 58.49% เห็นว่าไม่ควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะอาจทำให้สถานการณ์ต่างๆ แย่ลงกว่าเดิม และควบคุมได้ยาก รองลงมา 22.64% ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับการนำไปใช้และกระบวนการปฏิบัติ ส่วน 18.87% เห็นว่าควรยกเลิก เพราะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกในบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม ประชาชน 70.83% คิดว่าการป้องกันเหตุระเบิด ไม่ให้เกิดขึ้นอีกของภาครัฐ จะไม่สำเร็จ เพราะมีผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างความวุ่นวาย ให้บ้านเมืองอยู่มาก แต่ละที่มีจุดเสี่ยงบริเวณกว้าง ส่วน 22.91% ไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่ กับสถานกาณ์บ้านเมืองและผู้อยู่เบื้องหลัง และฝากความหวังให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เร่งจัดการเรื่องดังกล่าว รวมทั้งตำรวจ� ทหารและ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ด้วย
มาร์คผวาM79ย้ายเชื่อมันไปจ้อช่อง 3
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (12ก.ย.) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ายสถานที่จัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" จากห้องส่งสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(สทท.11) หรือช่อง 11 ไปยังช่อง 3 อาคารมาลีนนท์ ย่านพระราม 4 และในสัปดาห์ต่อๆไปมีความเป็นไปได้ว่ารายการฯจะกลับมาถ่ายทอดสดจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลตามเดิม หลังจากช่อง 11 ถูกยิงด้วยระเบิดชนิดเอ็ม 79 เมื่อไม่นานมานี้
แดงอุดรฯตาสว่าง19ก.ย.ไม่เคลื่อนเกรงฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานีว่าหลังจากจากที่มีข่าวว่า คนเสื้อแดงในหลายจังหวัดจะมีการเคลื่อนไหว รวมตัวชุมนุมเนื่องในวันครบรอบ 4 ปี ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในขณะที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่างจับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงใน จ.อุดรธานี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณฯประกาศว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง ว่าจะมีการรวมตัวกันในช่วงสัปดาห์หน้าหรือไม่ เพราะ จ.อุดรธานี ยังคงเป็นจังหวัดที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่อยู่
��เมื่อเวลา 14.20 น.ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร หนองเหล็ก ซ.9 เทศบาลนครอุดรธานี ที่เคยเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มสมาชิกชมรมคนรักอุดร พบว่าที่สถานีฯ ได้มีการรื้อถอนตัวอาคาร ด้วยรถแมคโฮ และเตรียมที่จะนำเศษปูนที่รื้อตัวอาคารออก เพื่อจะเกลี่ยปรับพื้นที่ในว่าง ส่วนตัวเสาอากาศส่งสัญญาณ ได้มีการรื้อถอนออกไปก่อนหน้า แต่เนื่องจากฝนที่ตกลงมาหลายวัน ทำให้วันนี้ไม่สามารถรื้อปรับพื้นที่ได้ ส่วนสมาชิกชมรมฯไม่มีใครที่มาดูการรื้อถอนตัวอาคาร มีเพียงเจ้าของที่ดินที่ให้ทางชมรมคนรักอุดรเช่า มาดูสภาพการรื้อถอนเท่านั้น�
��เจ้าของที่ดินที่เคยเป็นคนเสื้อแดง เปิดเผยว่า ได้ให้นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เช่าที่ดินแปลงนี้ 3 ปี ซึ่งขณะนี้หมดสัญญาเช่าพอดี จึงให้รื้อถอนให้เหมือนสภาพว่างเปล่าก่อนเช่า ซึ่งตนเองก็เคยเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดงมาก่อน แต่ขณะนี้ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำมาหากินกัน ยังไม่มีการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมอีก อีกทั้งอุดรธานี ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ แต่หากยกเลิก พ.ร.ก.ไปแล้ว อาจจะมีผู้มาร่วมชุมนุม เพราะว่าคนเสื้อแดงที่เป็นชาวบ้านรากหญ้าอีกมาก พร้อมที่จะเคลื่อนไหว ถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้นำ แต่ก็ยังมีหลายคนที่พร้อมจะขึ้นมาเป็นผู้นำ��
��และในวันที่ 19 กันยายน ที่คนเสื้อแดงหลายจังหวัดจะมีการเคลื่อนไหว ซึ่งที่ จ.อุดรธานี เท่าที่พูดคุยกับเพื่อนที่เคยร่วมชุมนุมด้วยกัน โดยเฉพาะในเขตเมืองและอำเภอรอบ ๆ ก็บอกว่าคงต้องถอยห่างออกมาก่อน เพราะที่ผ่านมาได้วิเคราะห์กันว่า ที่ผ่านมาพวกเราออกไปเคลื่อนไหวชุมนุมแล้วได้อะไรกลับมาบ้างหรือไม่ ฉะนั้นในวันที่ 19 กันยายนนี้ คงจะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อุดรธานี แต่หากว่ามีการยกเลิก พ.ร.ก.แล้ว อาจจะมีคนออกมาเคลื่อนไหว แต่จะไม่มากเหมือนก่อน
��พ.อ.อำนวย จุลโนนยาง เสนาธิกา มทบ.24 ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า จากการตรวจสอบข่าวจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่พบว่า ในช่วงสัปดาห์หน้าไปจนถึงวันที่ 19 กันยายน ไม่มีข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัด ที่จะออกมาชุมนุม ซึ่งสถานีวิทยุของคนเสื้อแดงในจังหวัดที่เคยอยู่ในข่ายเฝ้าระวัง 2 สถานี คือของชมรมคนรักอุดร และที่ อ.หนองหาน ก็ไม่มีการออกอากาศ และ จ.อุดรธานี ยังคงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ หากมีการชุมนุมก็จะเป็นความผิด ซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย
�



