ข่าว

"สุทธิพล"แนะประชาธิปไตยต้องฟังเสียงคนอื่น

"สุทธิพล"แนะประชาธิปไตยต้องฟังเสียงคนอื่น

11 ก.ย. 2553

"ผมไม่ได้หวังว่ามันจะถึงกับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือทำให้การเมืองดีขึ้นในทันทีหรอก แต่สังคมไทยมันต้องเริ่มทำอะไรกันบ้าง"

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับการรับนักศึกษาเข้ามา "ละลายพฤติกรรม" ด้วยหลักสูตรพิเศษที่ไม่เหมือนใครในโลก

 "กกต.มีความรู้เรื่องการจัดการเลือกตั้ง เรามีความชำนาญพิเศษ ก็เลยทำตรงนี้ แล้วบางคนก็ทำงานจนไม่มีเวลาที่จะไปหาสิ่งใหม่ๆ หรือไม่มีเวลาไปฟังคนอื่น เราก็หาวิทยากร หรือคนเก่งๆ มาให้"

 เนื่องจากหลักสูตรนี้ได้รับทุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองสัดส่วนของนักศึกษาส่วนใหญ่ จึงมาจากนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. วุฒิสภา สมาชิกพรรค รวมทั้งกลุ่มการเมือง ทั้งเหลือง ทั้งแดง น้ำเงิน หรือกระทั่งหลากสีคละเคล้ากันไป

 "ผมบอกก่อนเลยว่า เข้ามาแล้วเราจะไม่พูดเรื่องการเมือง นอกจากหลักสูตรที่วางเอาไว้แล้ว เราจะเน้นแลกเปลี่ยนความคิดกัน เน้นเรื่องการถกแถลง ซึ่งนักศึกษาก็ชอบที่จะแสดงความเห็น วิทยากรก็จะมี 2 อย่าง คือ เน้นบรรยายคนหนึ่ง อีกคนก็มาถกแถลง เวลาเราจัดห้องเรียน ก็จะเป็นแบบตัวยู เพื่อให้ได้บรรยากาศการประชุม" สุทธิพล กล่าว

 สำหรับ พตส.รุ่นแรก มีทั้งหมด 85 คน ผ่านหลักสูตร 80 คน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะกว่าจะผ่านหลักสูตรได้ ก็จะมีระบบการประเมิน โดยใช้นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาจัดการให้

 เนื้อหาที่ประเมินนั้น เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในชั้นเรียน ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีคณะกรรมการหลายชุดประเมินเรื่องนี้

 รายชื่อนักศึกษารุ่นแรกนั้น ผู้คนในสังคมต่างก็รู้จักหน้าค่าตากันเป็นอย่างดี อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สายพันธมิตร รวมทั้ง ไชยยศ จิรเมธากร เลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน ปัจจุบันเป็น รมช.ศึกษาธิการ เป็นต้น

 สุทธิพล กล่าวว่า ประเทศไทยเรามีประชาธิปไตยมา 78 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปถึงไหน ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เพราะที่ผ่านมาเราเน้นในเรื่องท่องจำ ไม่ได้สร้างประชาธิปไตย ก็เลยทำให้มีการมองว่า เรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องไกลตัว นอกจาก พตส. เราก็เลยวางแนวทางร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ความรู้ตั้งแต่ระดับประถม

 "เด็กและเยาวชนเราวางเรื่องการเรียนการสอนให้เด็กทดลองปฏิบัติ จัดให้มีกิจกรรม ที่ผ่านมาก็มีลูกเสือ กกต. ทำคู่มือสอนประชาธิปไตยตั้งแต่ครอบครัว ก็มีเรื่อง ป.ปลาตากลม เธอพูดฉันฟัง นี่คือการเคารพผู้อื่น ฟังความคิดเห็นของคนอื่น อันเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย"

 สุทธิพลยกตัวอย่างด้วยว่า อย่างเรื่องม็อบ อันนี้ชัดเจน เพราะม็อบเมื่อไหร่ มันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะเป็นการไปฟังความข้างเดียว เป็นการสื่อสารทางเดียว

 สำหรับประเด็นที่นักศึกษารุ่นแรกติดใจก็คือ เรื่องตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งเรื่องนี้เลขาฯ กกต.กล่าวว่า มีการชี้แจงกันไปว่า จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะการที่จะตัดสินใจออกมามันต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะนี่คือการเปลี่ยนแปลงชีวิต จากเดิมที่เป็นผู้พิพากษา เป็นศาล แล้วมาดำเนินชีวิตอีกอย่าง ซึ่งเอาไปเกี่ยวพันกันไม่ได้ นี่คือการเปลี่ยนอาชีพของเรา

 ถามว่า ผลต่อทางการเมืองจะมีไหม หลังจากนักศึกษารุ่นแรกนี้จบไป สุทธิพลกล่าวว่า ในทันทีคงจะไม่มี แต่เห็นและหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองจุดเล็กๆ

 "ไม่ว่าคุณอยู่ฝ่ายไหน คุณก็สามารถคุยกันได้ แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ คืออย่างน้อยๆ เราก็จัดที่จัดทางให้เขาได้พูดได้พบกัน คุณจะไปคุยกันในเวทีข้างนอกแล้วจะได้บรรยากาศแบบนี้เหรอ ไม่มีทางหรอก ในสภาก็ใส่กันเต็มที่ แต่ที่นี่ เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้"

 เลขาฯ กกต.กล่าวด้วยว่า นอกจากจากจะเรียนในห้องเรียนแล้ว ยังมีการไปดูงานต่างจังหวัด ดูงานตามพรรคการเมือง รุ่นที่ผ่านมาก็ไปดูพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

 สำหรับนักศึกษา พตส.รุ่นที่ 2 นั้น ได้เห็นหน้ากันแล้ว ชื่อชั้นแต่ละคนก็ต้องเรียกว่าไม่ธรรมดา ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็มีชื่อเป็นนักศึกษาด้วย ส่วนคนอื่นๆ ก็คละเคล้ากันไป ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร อัยการ

 "เราคิดว่า สิ่งที่เขา (นักศึกษา) ได้รับไปนั้น จะถูกนำไปถ่ายทอดเพื่อสร้างประชาธิปไตยต่อไป ซึ่งแค่นี้เราก็ถือว่าคุ้มแล้ว" สุทธิพล กล่าว