
เอกชนยื่น6ข้อจี้รัฐแก้บาทแข็งหวั่นต.ค.เห็นที่29.50บาทหลายอุตฯกระทบหนัก
ส.อ.ท.เสนอรัฐ 6 ประเด็น แก้ปัญหาเงินบาทแข็ง แนะ ธปท.เร่งออกมาตรการฉุกเฉินคุมเงินร้อนไหลเข้าเก็งกำไร ลดค่าธรรมเนียมศุลกากร ท่าเรือบรรเทาผลกระทบ ผ่อนผันจ่ายค่าระวางเรือเป็นดอลลาร์ ชี้กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม เซรามิก เกษตรแปรรูปกระทบหนักสุด หวั่นแข็งค่าถึง 29.50
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่องทิศทางค่าเงินบาทผลกระทบและมาตรการรองรับให้แก่ผู้ส่งออกว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยผู้นำเข้าจะซื้อสินค้าราคาถูกลง แต่ผู้ส่งออกจะมีรายได้ลดลง ซึ่ง ส.อ.ท.เห็นด้วยกับแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เห็นว่าการช่วยเหลือต้องดูเป็นรายอุตสาหกรรม เพราะแต่ละอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน โดยหลังจากได้ข้อสรุป ส.อ.ท.จะยื่นข้อเรียกร้องผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน 6 ข้อ คือ 1.ภาครัฐควรเข้าใจว่าผู้ส่งออกไม่สามารถปรับราคาสินค้าให้สอดรับกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นได้ และการปรับราคาเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งไม่สามารถดำเนินการได้ในระยะสั้นได้
2.ขอให้ ธปท.ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนและสอดคล้องกับประเทศคู่แข่ง 3.ขอให้ ธปท.และรัฐบาลเร่งหามาตรการฉุกเฉินป้องกันไม่ให้เงินทุนนอกไหลเข้าประเทศเพื่อทำกำไรระยะสั้น เช่น กำหนดระยะเวลาเงินไหลเข้าต้องอยู่ในไทยอย่างน้อย 6 เดือน หากนำกลับก่อนต้องเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งหลายประเทศนำมาใช้ 4.ขอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยลดค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่าเรือลง 10-20% เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งปกติรถเทรลเลอร์ต้องเสียค่าผ่านท่า 635-1,063 บาท และลดค่าธรรมเนียมศุลกากรในการส่งออกอัตรา 200 บาทต่อใบขน เป็นเวลา 3-6 เดือน 5.ขอให้รัฐผ่อนผันผู้ส่งออกชำระค่าระวางเรือเป็นสกุลเงินต่างประเทศเพื่อลดภาระ 6.ขอให้ภาครัฐส่งสัญญาเรื่องการดูแลค่าเงินบาทให้แรงกว่าปัจจุบัน
นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้สำรวจความคิดเห็น 39 กลุ่มอุตสาหกรรม เรื่องผลกระทบจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า พบว่าผู้ประกอบการส่วนที่ได้รับผลกระทบมากและรุนแรงมีสัดส่วน 30% ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ เซรามิกและแปรรูปสินค้าเกษตร ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากมี 40% อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงเลื่อยและอบไม้ ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ อาหารสำเร็จรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ ยา ไม้อัดไม้บางและวัสดุแผ่น นอกจากนี้พบว่าผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเริ่มรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าลดลง และบางกลุ่มได้ลดระยะเวลาการส่งมอบสินค้าจาก 10 เดือน เหลือ 6 เดือน หรือเหลือ 2-3 เดือน รวมทั้งปริมาณการส่งออกเริ่มลดลงจนถึงขั้นขาดทุน
"เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากเดือนมกราคม อยู่ที่ 33.15 บาท จนมาอยู่ที่ 30.63-30.73 บาท ขณะนี้เป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 ปี โดยที่ประชุมประเมินว่า หากเงินบาทยังแข็งค่าในระดับนี้จะทำให้ปลายเดือนตุลาคมนี้ ค่าเงินบาทอาจอยู่ที่ 29.50 บาท ขณะที่ผู้ส่งออกมีความสามารถในการรับมือกับค่าเงินบาทได้ที่ 30 บาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่า เงินที่แข็งค่า 1 บาท จะทำให้รายได้หายไป 6,000 ล้านบาท" นายธนิต กล่าว



