
ทำได้อย่างไร...อาศัยกับหมาป่า10ตัวใต้หลังคาเดียวกัน
ครอบครัวหนึ่งในเมืองสตูดิโอ ซิตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ใช้ชีวิตร่วมกับหมาป่าในบ้านของตนเองท่ามกลางความเจริญของเมืองใหญ่ได้อย่างเป็นสุข และหมาป่าที่ว่านั้นไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียวแต่กลับใช้ชีวิตร่วมกันเป็น ฝูง ที่มีอยู่ด้วยกันถึง 10 ตัว
พอล พอนเดลลา และโคเลทท์ ดูวัล คู่รักชาวแคลิฟอร์เนียได้เริ่มสานสัมพันธ์กับสัตว์นักล่าเนื้อแห่งพงไพรตั้งแต่หลายปีก่อน โดยเริ่มจากการที่พอลได้ช่วยชีวิตหมาป่าตัวเมียสีดำ ชื่อ “แชโดว์” ที่เป็นผลงานการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างหมาบ้านตัวผู้กับหมาป่าตัวเมีย
หลังจากนั้น ทั้งพอล และ โคเลทท์ ต่างหลงใหลในความสง่างามของหมาป่า จึงเริ่มหาหมาป่าพันธุ์ผสมมาเลี้ยงเริ่มจาก อัลลี และ ทาโกดา ที่ผสมพันธุ์กันจนได้ลูกหมาป่าขนปุยอีก 7 ตัว ทำให้ฝูงหมาป่าในบ้านของพอลขยายขึ้นเป็น 10 ตัว
ซึ่งนั่นทำให้พอลและโคเลทท์ ต้องใช้เวลานับพันชั่วโมงในการฝึกให้หมาป่าทั้งฝูงสามารถอาศัยอยู่ในบ้านมนุษย์อย่างมีมารยาท และช่วยละลายพฤติกรรมตามสัญญาตญาณสัตว์ป่าลงไป
อย่างไรก็ตาม พอลต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าสัตว์เลี้ยงภายในบ้านที่เขาให้อาหารทั้ง 10 ตัวคือหมาป่าที่สามารถฆ่าคนได้ แม้ว่าพวกมันจะรู้สึกว่าบ้านของพอลเป็นเสมือนรังอันอบอุ่น นั่ง นอนเล่นบนโซฟาในห้องรับแขก หรือที่นอนของพอล และโคเลทท์ ราวกับบ้านของมันเองก็ตาม
เขายังมีโครงการซื้อไร่ที่มีพื้นที่กว้างๆ เพื่อให้หมาป่าทั้งฝูงสามารถวิ่งเล่นได้ตามสะดวก ซึ่งหากเขาหาพื้นที่ได้แล้วก็จะขยายโครงการให้ความรู้แก่เด็กๆ ในชุมชนเพื่อทำความรู้จักกับชีวิตสัตว์ป่าดุร้ายอย่างหมาป่า เช่นระดับความสัมพันธ์ของหมาป่าในฝูง มีการจัดลำดับชั้นเช่นเดียวกับสังคมมนุษย์ที่นับถือความอาวุโส และอำนาจ และด้วยความผูกพัน โดยแชโดว์ถูกจัดให้เป็น “อัลฟา” หรือตัวเมียผู้นำฝูง และมีสิทธิ์ขับไล่ สั่งสอน หรือต้อนรับหมาป่าตัวอื่นเข้าในฝูงได้แต่เพียงตัวเดียว
แต่การที่พวกมันยอมรับพอล และ โคเลทท์ เข้าไปอยู่ในฝูงด้วย ย่อมหมายความว่ามนุษย์นั้นเมื่อใช้จิตที่บริสุทธิ์สื่อสารกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าดุร้ายเพียงใด ก็ย่อมเข้าใจซึ่งกันและกันในที่สุด เว้นแต่มนุษย์จะมีกิเลสเจือปนในจิตใจเท่านั้น จึงพูดจากันไม่รู้เรื่องสักที



