
ปัญญาชนเปิดศึกต่อหน้ามาร์ครุมค้านใช้ฉุกเฉิน
ปัญญาชนเปิดศึกจิตวิทยาต่อหน้านายกฯ รุมค้านใช้พรก.ฉุกเฉินอ้างละเมิดสิทธิ์ อัดนายกฯ 2 มาตรฐาน จี้ลงจากอำนาจ
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 10 ก.ย.ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมงานเสวนากับ นิสิต นักศึกษาจากหลายสถาบัน ในหัวข้อ “เปิดทางให้นักศึกษาและนิสิต ? เปิดความคิดเพื่อการปฏิรูป” โดยมีตัวแทนนิสิตนักศึกษาจาก 30 องค์ 14 มหาลัย อาทิ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยานเรศวร คณะรัฐศาสตร์และคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ คณะเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณทิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ลสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
และยังมีองค์กรนิสิตนักศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัย 3 กลุ่ม คือสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ สภานิสิตจุฬา และยังมีกลุ่มองค์นิสิตนักศึกษาองค์อิสระ เช่น กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) กลุ่มเยาวชนเพื่อความถูกต้อง กลุ่มเสรีปัญญาชน ประมาณ 100 คน ร่วมเสวนา ทั้งนี้บรรยากาศการเสวนามีการบันทึกเทปเพื่อนำมาออกอากาศในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ในวันอาทิตย์นี้ด้วย
ในเวทีดังกล่าวมีการจัดโต๊ะเสวนาเป็นรูปตัวยู โดยให้นายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ตรงกลางด้านหน้า และเปิดโอกาสให้นักศึกษา ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ ขึ้นมาถามนายกฯได้ทุกเรื่องโดยไม่จำกัดขอบเขต ซึ่งคำถามจากนักศึกษาส่วนใหญ่ที่ถามนายกฯนั้นจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา มาตรฐานการแก้ไขปัญหา การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ยังไม่ยกเลิก และความคืบหน้าเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ และเรื่องมาบตาพุด อย่างไรก็ตามก่อนจะเปิดเวทีเสวนา นักศึกษาตัวแทนจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ได้ให้ตัวแทนนักศึกษาจากสถาบันต่างๆแสดงความเห็นว่าจะสอบถามประเด็นใดบ้าง พร้อมกำชับว่าขอให้ใช้คำถามที่กระชับ เข้าเรื่อง เข้าประเด็น และขอร้องให้ทางสนนท.ว่าไม่ควรยื่นแถลงการณ์ที่ได้อ่านไปก่อนหน้านี้ที่หน้าทำเนียบแล้วนั้นบนเวทีเสวนานี้ ซึ่งทำให้ตัวแทนสนนท.เกิดความไม่พอใจและกล่าวขึ้นว่าทางสนนท.ได้ยื่นแถลงการณ์ดังกล่าวกับสื่อมวลชนทำเนียบไปแล้ว จากนั้นเมื่อนายกฯเข้ามาร่วมในเวทีสนทนา ผู้ดำเนินรายการจึงได้เริ่มการเสวน
นายอติเทพ ชัยสิทธิ์ คณะกรรมการสนนท. กล่าวว่า รัฐบาลมีแนวทางเรื่องความปรองดองและการใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไร เพราะมีการละเมิดสิทธิของประชาชนในหลายเรื่อง รวมทั้งมีการปิดกั้นสื่อมวลชน ซึ่งล่าสุดมีการปิดเวปไซด์ประชาไทย และเรด พาวเวอร์ ทั้งที่ในประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ยังไม่มีการตัดสิทธิของประชาชน อีกทั้งผลจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้นิสิต นักศึกษา ถูกเรียกตัวไปสอบสวนให้คำชี้แจงเช่นกรณีที่มีข่าวนักศึกาษจากภาคใต้ 7 คน ถูกเชิญตัวไปให้รายละเอียด และจนถึงขณะนี้รัฐบาลก็ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อนักโทษการเมืองที่ติดคุกอยู่
ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องพ.ร.ก.ฉุกเฉินต้องแยกเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรกที่ถามว่าจะต้องให้มีการแก้ไขอะไรเพิ่มเติมในพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ กับเรื่องการบังคับใช้ ขอเรียนว่ากฎหมายนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2548 โดยบังคับใช้ในหลายสถานการณ์ทั้งใน 3 จังหวัดภาคใต้ และเมื่อมีการชุมนุมทางการเมืองที่กรุงเทพ ก็ได้ประกาศใช้ในบางส่วนและในปีนี้ได้ประกาศที่กทม.และปริมณฑล และในบางจังหวัด ซึ่งยังไม่มีพรรคการเมืองใดจะเสนอให้แก้ไขในอำนาจของกฎหมายฉบับนี้ เพราะถือว่าเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจควบคุมในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ส่วนเรื่องการบังคับใช้ รวมทั้งผลที่ตามมารัฐบาลถือเป็นนโยบายบสำคัญอยู่แล้วว่าพยายามจะหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายพิเศษเพราะมีเสียงทักท้วงมาโดยตลอด ที่ผ่านมาตนได้ยกเลิกไปแล้วใน 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา และมาใช้กฎหมายความมั่นคงแทน แต่ในมาตรา 21 ของกฎหมายดังกล่าวยังเป็นปัญหา เนื่องจากเปิดโอกาสให้คนที่กระทำความผิดโดยหลงผิด หรือไม่มีเจตนาสามารถเข้าสู่กระบวนการเพื่อให้ศาลไม่ดำเนินคดี เพื่อเป็นประโยชน์กับทางราชการ ซึ่งถ้าพูดง่ายๆก็เหมือนกับการหาทางปรองดอง ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะหาหลักเกณฑ์ในขั้นตอนการนำเสนอเรื่องสู่ศาลได้อย่างไร เพราะไม่มั่นใจว่าถ้าศาลไม่เห็นด้วยบุคคลเหล่านั้นก็จะถูกดำเนินคดีและไม่กล้าเข้ามอบตัว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 24 จังหวัดแล้ว และขณะนี้เหลือเพียง 7 จังหวัด ซึ่งถ้าไปถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติไม่มีใครอยากให้ยกเลิก แต่ตนได้บอกไปว่าจะทำตามความสะดวกของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ต้องดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะที่สามารถใช้กฎหมายปกติได้โดยเร็ว ยืนยันว่าการบังคับใช้ได้กำชับให้ระวัง ต้องไม่ไปทำให้เกิดภาวะที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของประชาชน ซึ่งพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้ห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองและออกประกาศชัดว่ามีกิจกรรมใดบ้างที่ห้ามดำเนินการ โดยยึดถือตามแนววินิจฉัยของศาลซึ่งมี 5 ข้อตามที่ได้วินิจฉัยในการชุมนุมเมื่อครั้งรัฐบาลก่อน เช่นห้ามเรื่องการปิดถนน แต่ถ้าเคลื่อนไหวทางการเมืองตามปกติ ตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพไว้สามารถทำได้ แต่ต้องประสานงานให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ เพราะไม่ต้องการให้เคลื่อนไหวและใช้ความรุนแรง หรือทำผิดกฎหมาย เพราะจะมีกลุ่มคนที่เข้ามาเกาะกับคนที่เคลื่อนไหวโดยสงบปราศจากอาวุธ และใช้กระบวนการนี้สร้างเหตุ
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการควบคุมตัวโดยใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้าใจว่ามีน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งคนที่ถูกคุมขังตามอำนาจพ.ร.ก.ได้กระทำอย่างเปิดเผยว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร และไม่มีนักโทษการเมือง เพราะคำว่านักโทษการเมืองหมายถึงถูกจำคุกเพราะความคิดเห็นทางการเมืองไม่มีข้อหาใดที่เกี่ยวข้องกับการมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดจะเป็นการละเมิดกฎหมาย เช่น บทบัญญัติของกฎหมายอาญาที่ว่าด้วยการก่อการร้าย ซึ่งหลายคนอาจจะตกใจกับคำว่าก่อการร้าย เพราะมองภาพลักษณ์ไม่ออกว่าผู้ก่อการร้ายหมายถึงอะไร ดังนั้นจึงต้องดูตามนิยามของกฎหมาย ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับข้อร้องเรียนที่ระบุว่าไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพ วิชาการ หรือของนักศึกษา ส่วนที่อ้างถึงนักศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนไม่ทราบว่ามีกรณีเช่นนั้น หากมีรายละเอียดขอให้ส่งมาถึงตนเพื่อจะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ต้องการดูแลความสงบให้เกิดความเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ถ้าทุกอย่างเข้าสู่ความเรียบร้อยโดยเร็วเท่าไหร่ก็จะเลิกพ.ร.ก.เร็วเท่านั้น และพ.ร.ก.ที่ยกเลิกไปก่อนหน้านี้ ไม่ได้ใช้เต็มเวลาที่กำหนดไว้ด้วยซ้ำ ก็ยกเลิกเพื่อแสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการประกาศโดยไม่จบสิ้น
นายกฯ กล่าวว่า ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการไปปิดสื่อที่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นทางการเมือง สื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลสามารถทำได้อย่างเต็มที่ และสื่อภาครัฐก็เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายต่างๆ รวมทั้งฝ่ายค้านได้มาแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ แต่ที่มีปัญหาเพราะไปทำผิดกฎหมาย
ด้านนายพัฒนิต สุวรรณประดับ ตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถามว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องสองมาตรฐานในสังคมไทยอย่างไร ทั้งที่ในความเป็นจริงยังไร้มาตรฐานอยู่ รวมทั้งเหตุการณ์การชุมนุมที่ผ่านมารัฐบาลจะแสดงความจริงใจ เปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างไร รวมทั้งจะรับมือจากเหตุความไม่สงบทั้งบนดิน ใต้ดินด้วยวิธีการใด
นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า เรื่องสองมาตรฐานที่คนเป็นห่วงนั้นต้องย้อนไปที่ความเสมอภาคของกติกา เพราะถ้าจะพูดให้ตรงความหมายที่สุด คำว่าสองมาตรฐานคือเรื่องแบบเดียวกัน คนหนึ่งทำวินิจฉัยเป็นอย่างหนึ่ง ขณะที่อีกคนหนึ่งทำถูกวินิจฉัยว่าเป็นอีกอย่างหนึ่ง เรื่องนี้มีตัวอย่างที่เห็นชัด แต่ตนไม่อยากให้เป็นประเด็นทางการเมือง ปัญหาในขณะนี้คือเราใช้คำว่าสองมาตรฐานโดยเอาคนละเรื่องคนละเหตุการณ์ แต่เมื่อตัดสิน มีฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ ฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ก็ไม่พอใจและบอกว่าสองมาตรฐาน ถามว่าจะทำอย่างไรต่อไปก็ต้องตอบว่า เรื่องสองมาตรฐานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมที่จะเป็นผู้บ่งชี้ ถ้าฝ่ายบริหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากยิ่งจะทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้นและยิ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ตนมีนโยบายชัดว่า ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรม ทำอย่างตรงไปตรงมาและมีอิสระโดยหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปยุ่ง ยกเว้นถ้าจะร้องขอความเป็นธรรมมาก็จะให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ หรือเร่งรัดคดีหากมีผู้ร้องมาว่าดำเนินการช้า เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ร้องมา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องมาชี้แจงว่าทำไมคดีถึงช้า แต่ทำไมบางคดีทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องใช้เวลาแต่จะให้ผลออกมาเป็นที่พอใจทุกฝ่ายไม่ได้เพราะฝ่ายที่แพ้คดีก็จะไม่พอใจ
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการชุมนุมจะให้มานั่งเล่ารายละเอียดว่าอะไรเกิดขึ้นคงไม่เป็นประโยชน์เพราะแต่ละคนรับรู้ข้อมูลไม่เหมือนกันและจะกลายเป็นว่าฝ่ายหนึ่งไปให้ร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง ทางที่ดีพิสูจน์โดยให้องค์กรที่มีความเป็นอิสระ เช่น คณะกรรมการป.ป.ช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการอิสระฯที่รัฐบาลตั้งขึ้น เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการ ส่วนคดีอาญาควรให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะดีที่สุด และคำตอบก็จะตามมา ไม่ว่าเรื่องความรับผิดชอบทางกฎหมายและทางการเมือง ถ้ามาฟังความเห็นแต่ละฝ่ายก็จะเถียงกันเปล่าๆ ขณะที่การดูแลสถานการณ์ความไม่สงบมีหน่วยงานด้านความมั่นคงทำงานอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็มีการจับกุมผู้กระทำผิด และขยายผลได้หลายกรณี
จากนั้นน.ส.สลักวรรณ อุบล ตัวแทนจากประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งคนที่ถูกศอฉ.เชิญเข้าชี้แจง ได้ถามเกี่ยวกับพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีผลกระทบต่อประชาชน ที่เห็นชัดคือกรณีที่นักศึกษาเชียงรายถูกจับกุมและส่งเข้าบำบัดจิต เพราะไปชูป้ายแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกทั้งมีนักศึกษาถูกเรียกเข้าชี้แจงในศอฉ.เพื่อสอบสวนเพียงเพราะมีความเห็นต่างทางการเมือง ตรงกันข้ามการปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรที่หน้ายูเนสโก กลับไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด หรือใช้อำนาจพ.ร.ก.เข้าไปจัดการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อน.ส.สลักวรรณถามจบก็ได้รับเสียงปรบมือดังก้องห้องประชุมจากนักศึกษาที่เป็นกลุ่มสนนท.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีนักศึกษาที่เชียงรายไม่มีการส่งฟ้องและได้ตักเตือนเกี่ยวกับการทำกิจกรรม ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการแสดงออกทางการเมือง หากไม่ขัดกับเงื่อนไข 5 ข้อที่ห้ามเอาไว้ก็ทำได้ ส่วนเรื่องตัวบุคคลเมื่อสอบถามว่าไม่มีเจตนาดำเนินการก็ปล่อยตัวออกมาเพราะรัฐบาลให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนกรณีพันธมิตรได้ให้ตำรวจไปเจรจา ก็อยู่ขั้นตอนนั้น ส่วนที่เขาจะมาชุมนุมที่ทำเนียบครั้งล่าสุดก็บอกว่าถ้ามาก็ผิดพ.ร.ก.และถูกจับกุม เขาจึงไปชุมนุมกันที่อื่น
จากนั้นตัวแทนนักศึกษาจากสนนท.ได้ถามว่า คนที่มีความคิดเห็นกับรัฐบาลไม่ว่าจะ 1 คน 92 คน หรือ 1 แสนคน นายกฯ คิดว่าคนเหล่านั้นถูกคุกคามทางสิทธิและเสรีภาพหรือไม่ หรือไม่ถูกคุกคามเลย และขอเสนอรัฐบาลรีบลงจากอำนาจโดยเร็วที่สุด และพาตัวเองเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และชำระความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกฝ่ายโดยเฉพาะ 92 คนที่เสียชีวิตจากการปราบปรามสลายการชุมนุมในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่นักศึกษารายนี้ถามจบ ได้รับเสียงปรบมือเสียงดังจากนักศึกษาของสนนท.และกลุ่มเครือข่าย ด้วยกัน
ด้านนายกฯกล่าวตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายไปคุกคามคนที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง และถ้ามีคนของรัฐบาลไปคุกคามขอให้แจ้งร้องเรียนมา เราติดตามตรวจสอบแน่นอน แต่ถ้าถามว่ามีการคุกคามคนที่มีความเห็นทางการเมืองหรือไม่ ตนตอบได้เลยว่าโดนทุกคน ไม่ใช่ต้องเป็นคนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล แม้แต่พวกตนก็โดนทุกวัน ซึ่งเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เริ่มฝังตัวเข้ามาในระบบการเมืองไทย
“ในวันที่ผมต้องบริหารงานช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้อง และล่อแหลมต่อความรุนแรง เป็นเรื่องแปลกที่ผมต้องมานั่งกำชับเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าให้ระมัดระวังอย่างถึงที่สุด อย่าให้เกิดความสูญเสียขึ้นกับคนที่แม้จะขึ้นบนเวทีและตั้งค่าหัวผมว่าให้ไปจับนายอภิสิทธิ์มาดำเนินการ ขู่ฆ่าทั้งผมและครอบครัว แต่ผมก็ยังกำชับว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือคุกคามคนเหล่านั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่เสนอให้คืนอำนาจนั้น ก็ต้องบอกว่าความจริงรัฐบาลของตนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะอยู่ถึงปลายปีหน้า และถ้าวันนี้ผู้ชุมนุมเขารับข้อเสนอของตนที่จะให้เลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย. อีกเพียง 2-3 วันก็ยุบสภาเลือกตั้งได้แล้ว แต่เขาเป็นฝ่ายปฏิเสธข้อเสนอของตนมาแล้วถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกตนเสนอเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่เพื่อให้ไม่มีปัญหาอีกว่าเลือกตั้งแล้วใครโกงเลือกตั้งแล้วถูกยุบพรรคแล้วมาโวยวายว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนก็เสนอว่าจะแก้กติกากันก่อนไหม โดยให้เอา 6 ประเด็นที่กรรมการสมานฉันท์ เพื่อปฏิรูปการเมือง และศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญไปทำประชามติก่อนหรือไม่ ถ้าทำประชามติเสร็จแล้วก็ให้สภามาทำข้อตกลงกันเลยว่าจะแก้หรือไม่แก้จากนั้นก็เลือกตั้งทันที ถ้าวันนั้นเขารับข้อเสนอคิดว่าคงจะเลือกตั้งไปแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อมีคนสื่อสารมาจากต่างแดนว่าไม่ให้รับข้อเสนอนี้ก็ล้มไป
นายกฯ กล่าวว่า ต่อมาระหว่างการชุมนุมเมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่มีการนั่งโต๊ะเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่หัวหน้ารัฐบาลไปนั่งพูดคุย เพื่อหาทางออกและเสนอว่าให้เลือกตั้งปลายปีแต่ต้องเลิกการเจรจาไปเพราะมีโทรศัพท์เข้ามาแล้วกระซิบว่าให้เลิกเจรจา และครั้งสุดท้ายที่ตนถูกกดดันมาก เนื่องจากมีคนบางกลุ่มที่ชุมนุมไปละเมิดคนอื่นอย่างรุนแรงมาก เช่นการบุกรุกโรงพยาบาล ตนถูกกดดันมากให้ใช้กำลังปราบปราม ตนก็บอกว่าไม่ได้ และตนก็ยังเสนอว่าให้เลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย. ตอนแรกแกนนำหลายคนตอบรับ แต่ในที่สุดก็มีคำสั่งไม่ให้ตอบรับ และล้มข้อเสนอนั้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกล่าวช่วงนี้จบ ทางด้านนักศึกษาจากจุฬาฯที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสนนท.และเครือข่ายก็ได้ปรบมือขึ้นเสียงดังมาก แสดงอาการชอบใจถึงกับชูมือขึ้นปรบมือเหนือศรีษะตัวเอง
“อย่างไรก็ตามไม่ว่ากรณีใดๆ ผมก็ต้องขอความเป็นธรรม เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้น เกิด 3 ช่วงๆ แรกคือวันที่ 10 เม.ย. ถ้าติดตามเหตุการณ์โดยละเอียดจะพบว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่งเพื่อขอคืนพื้นที่ ปฏิบัติงานอยู่ 6 ชั่วโมงจนถึงเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ไม่มีความสูญเสียเลย แต่ความสูญที่เสียเกิดขึ้น นับตั้งแต่มีการยิงเอ็ม 79 ลงมา และมีการเสียชีวิตทั้งของทหารและของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตรงนั้นนั่นแหละที่เป็นปัญหา จนต้องถอนกำลังออกมา เพราะพอมืดก็สั่งให้ถอนกำลังออกมา ปรากฏว่ามีการไปปิดล้อมบางบริเวณ ไม่ให้ถอนกำลังออกมา และมีการบาดเจ็บจากเหตุระเบิดเกิดขึ้น การลำเลียงคนส่งโรงพยาบาลถูกขัดขวางจึงเกิดการต่อสู้ขึ้น” นายกฯ กล่าว
“ช่วงที่ 2 คือระหว่างวันที่ 14-18 พ.ค. เป็นช่วงที่รัฐบาลเห็นว่าการชุมนุมที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน มีการไปละเมิดสิทธิ ปีนี้เป็นปีแรกที่ไม่มีการยิงระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุม ไม่เหมือนปี 51 ปีนี้มีแต่ระเบิดออกมาจากผู้ชุมนุม แล้วทำให้คนบริสุทธิ์ เช่นที่สีลม พระราม 4 เสียชีวิต และยังพบความเป็นจริงว่ามีอาวุธจำนวนมากอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสวนลุมฯ สิ่งที่เราทำคือให้กระชับวงล้อมเข้าไป เราจะไม่เข้าไปสลายการชุมนุม แต่กระชับวงล้อมเพื่อปิดกั้นและกดดันให้การชุมนุมยุติเองถามว่าช่วงนี้ทำไมเกิดการสูญเสีย เพราะมีกองกำลังเข้ามาโจมตีด่านของทหาร ส่วนจะโจมตีแล้วต่อสู้อย่างไรก็กำลังมีการตรวจสอบกันอยู่ แต่จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เข้าไปบุกปราบปราม หรือสลายการชุมนุม ตรงกันข้ามเขาอยู่ในที่ตั้งและมีการโจมตี แกนนำผู้ชุมนุมยังยอมรับเอง เพราะคืนวันที่ 18 พ.ค. เขาบอกเองว่าจะพยายามไม่ให้มีการโจมตีแล้ว ขอให้ทหารถอยไป แต่ขอว่าจะเอาคนเหล่านั้นมาชุมนุมกับเขาที่ราชประสงค์ ซึ่งมันไม่ได้แก้ปัญหาอะไร และจะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อต่อไป และช่วงนี้คือการสูญเสียมากที่สุด”
“ช่วงที่ 3 คือวันที่ 19 ก.ย. มีการยึดพื้นที่สวนลุม เพราะเราเห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นมีแหล่งสะสมอาวุธ และการยิงเอ็ม 79 ออกมาตลอดเวลา ซึ่งการเข้าไปปฏิบัติการตรงนั้นมีสูญเสียบ้าง เข้าใจว่าประมาณ 4-5 คน นอกจากนั้นก็เกิดกรณีที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งขณะนี้ก็กำลังตรวจสอบอยู่ว่าเกิดขึ้นจากอะไรแต่ว่าบอกได้เลยว่านโยบายวันนั้นเมื่อได้พื้นที่สวนลุมแล้วเราก็ไม่ให้เข้าไปอีก หรือเข้าไปสลายการชุมนุมในพื้นที่หลักเพราะมีการติดต่อมาว่าเขาจะยุติการชุมนุม เขาก็ยุติและเราขอให้ขึ้นรถกลับบ้าน เขาก็ขอว่าจะไปรวมตัวอยู่ที่วัดปทุมวนารามส่วนหนึ่ง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหนึ่ง และใกล้กับถนนอังรีดูนังอีกส่วนหนึ่ง เราก็สั่งว่าทหารที่อยู่ประตูน้ำให้อยู่ที่เดิม ห้ามเข้ามาใกล้ ทหารที่เข้าไปยึดพื้นที่สวนลุมให้อยู่ที่แยกสารสิน ทหารที่อยู่เพลินจิตให้มาได้แค่ชิดลม ส่วนทหารที่อยู่สนามกีฬาแห่งชาติให้อยู่ที่เดิม เพราะไม่ต้องการให้ปะทะกัน” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า “แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะ มีการเผาเซ็นทรัลเวิล์ด เผาสยามสแคว์ เราก็ถูกต้องขอให้ไปดับเพลิง แต่พอรถดับเพลิงเข้าไปก็ถูกยิง เขาก็ขอกำลังเข้าไปคุ้มกันรถดับเพลิง จึงมีการต่อสู้กันบริเวณถนนพระราม 1 ตรงสยามแสควร์ ซึ่งอาจจะมีผลไปเกี่ยวเนื่องถึงวัดปทุมฯหรือไม่ ขณะนี้กำลังให้ตรวจสอบอยู่ นี่คือข้อเท็จจริง ผมไม่ได้ไปกล่าวหาใคร แต่นี่คือข้อเท็จจริงทั้งหมดของการสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ถ้าเป็นการสูญเสียอย่างที่ตั้งคำถามว่าเป็นเพราะ เราไปสั่งปราบปรามสลายการชุมนุม ไม่ต้องวันนี้หรอกครับ ผมออกไปนานแล้ว แต่ไม่เคยมีการสั่งให้เข้าไปปราบ สลายการชุมนุมแทนที่เราจะกล่าวหากัน สรุปกันเอง ถ้าผมเอาข้อมูลไปกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม ผมก็มีแต่ผมไม่พูด”
นายกฯ กล่าวว่า "เพราะถือว่าทั้งหมดต้องให้คนกลางเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นอย่างไรเราก็จะมีความรับผิดชอบตามมา และแม้ถึงขณะนี้ผมก็พูดตลอดว่าผมไม่เจตนาอยู่ครบเทอม ทั้งๆ ที่ผมมีสิทธิจะอยู่ แต่ผมไม่ต้องการการเลือกตั้งที่มีความรุนแรง ที่ยังมีการประกาศไล่ล่า ห้ามพรรคการเมืองเดินทางมาพื้นที่นั้น นี้ เพราะนั่นไม่ใช่จิตใจประชาธิปไตย จะไม่ขัดขวางการทำงานของคนอื่น และผมไม่ต้องการการเลือกตั้งที่ในที่สุดแล้วก็มาถกเถียงเรื่องกติกากันอีก โกงเลือกตั้งแล้วถูกยุบก็บอกว่าไม่เป็นธรรม เป็นต้น เราก็ต้องเอากติกากันให้ชัดว่าผลออกมา ตามกฎหมายเป็นอย่างไรเราจะยอมรับกัน ถ้า 2 เงื่อนไขนี้มีเมื่อไหร่ ผมก็พร้อมยุบสภา เพราะผมไม่มีความกังวลเกรงกลัวอะไรเรื่องจะแพ้ ชนะเลือกตั้ง ผมยอมรับการตัดสินของประชาชน และช่วงที่ผมมาอยู่ก็มีทั้งเลือกตั้งซ่อม เลือกตั้งท้องถิ่น ผมแพ้น้อยมาก ชนะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ได้เกรงกลัวอะไร แต่ต้องการการเลือกตั้งที่สงบเรียบร้อย สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นมีตัวแทนนิสิตอีกรายหนึ่งให้นายกฯเปรียบเทียบปัญหาด้านจริยธรรมของรัฐบาลชุดนี้ กับรัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา จนถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ได้ตอบว่า ตนขอไม่เปรียบเทียบ ขอให้เป็นเรื่องของคนนอกเปรียบเทียบดีกว่า แต่สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำและทำแล้วคือกติกาการตรวจสอบและการแสดงความรับผิดชอบ เช่นกรณีนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตรมว.สาธารณสุขที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริต แม้กรรมการที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบเสร็จแล้วจะไม่ได้บอกว่านายวิทยาทุจริต แต่บอกว่าต้องรับผิดชอบ นายวิทยาก็ยังลาออก แต่ตนก็ยังไม่ถึงกับพอใจ และพยายามเพิ่มมาตรการเพิ่มมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายก่อนปิดการแสดงความคิดเห็น นายกฯ ได้ชี้แจงว่าสาเหตุที่จัดเวทีพบนักศึกษาที่ทำเนียบวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นที่จุฬาฯ ในช่วงที่ตนเดินทางไปเปิดงานแต่ไม่ยอมรับหนังสือจากนักศึกษา แต่มาจากการพูดคุยกับอาจารย์ จุฬาฯ ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการที่คืบหน้า และเหตุที่ต้องเปลี่ยนสถานที่มาจัดที่ทำเนียบนั้นเพราะมีนักศึกษาคนหนึ่งส่งข้อความมาถึงตนว่าขอให้เปลี่ยนสถานที่จัดงานได้หรือไม่เพราะมีการวิจารณ์กันในสถาบันว่าเหตุผลที่รัฐบาลจัดงานนี้ขึ้นเพราะต้องการกลบเกลื่อนหรือให้คณบดีไปฟอกตัวเอง ซึ่งตนได้โทรกลับไปบอกว่าไม่อยากให้การจัดงานนี้นำไปสู่ความขัดแย้งจึงได้เปลี่ยนมาจัดที่ทำเนียบแทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถึงแม้ว่าในช่วงต้นก่อนที่จะเริ่มเวทีเสวนา จะมีการขอร้องไม่ให้สนนท.ยื่นแถลงการณ์ต่อนายกฯ แต่ภายหลังจากจบเสวนา น.ส.สุญญาตา เมี้ยนละม้าย โฆษก สนนท. ก็ได้ยื่นแถลงการณ์ “10 กันยา รู้ทันนายกรัฐมนตรี” พร้อมรายชื่อผู้ต้องหาการเมืองที่ถูกจับกุม ให้กับนายกฯ โดยโฆษกสนนท. กล่าวขณะที่ยื่นด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งเสียงหรือกี่เสียงนายกฯควรรับฟัง ซึ่งในเอกสารที่ยื่นนี้มีข้อเรียกร้องให้นายกฯพิจารณา ทบทวนเรื่องการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็ว ด้านนายกฯรับหนังสือไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมกับกล่าวสั้นๆว่า จะรับไปดู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงของการเสวนานั้น บรรยากาศจะมีความแรงเป็นช่วงๆเนื่องจากข้อซักถามของฝ่ายนักศึกษาที่แบ่งเป็นสองฝ่ายอาจเกิดความไม่พึงพอใจกันบ้าง ซึ่งนายกฯกำชับขึ้นมาว่า ทุกคนสามารถนำเสนอความเห็นได้ แต่ไม่ควรทำให้เกิดความขัดแย้งในภายหลัง



