
ศอฉ.จัดตร.3พันนายรับมือแดง12-19ก.ย.
ศอฉ.จัดตร. 3 พันนายรับมือเสื้อแดง 12-19 ก.ย. สุเทพ ห่วงสั่งสตช.คุมเข้มเฝ้าระวังบึ้ม ผบ.ตร.สั่งบชน.-ภูธร รปภ.เข้มข้น ราชประสงค์-เรือนจำ เฝ้าระวังจุดเสี่ยง-อาคารสูง หวั่นแดงยิงบึ้ม ตั้งบช.น.ศูนย์บัญชาการ เชื่อไม่รุนแรง คาดแค่เคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ขู่
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 ก.ยที่กองบัญชาการกองทัพบก(บก.ทบ.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุม ศอฉ. โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และผู้แทนเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม เพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มมวลชนต่างๆในช่วงเดือนกันยายน ที่ใกล้วันครบรอบ 4 ปีการรัฐประหาร 19 กันยายน โดยใช้เวลาในการประชุม 1.30 ชม.
จากนั้น พ.ต.อ.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการประชุมศอฉ.ว่า ในที่ประชุมนายสุเทพมีความเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมในช่วงสัปดาห์หน้า และกำชับให้สตช.วางมาตรการดูแลความเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุแทรกซ้อน โดยจะดำเนินการทั้งในส่วนตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาค ทางสตช.จึงได้มีการวางมาตรการรักษาความสงบ โดยใช้ชื่อแผนว่า แผนรักษาความปลอดภัยระหว่างการชุมนุมวันที่ 12 - 19 ก.ย.นี้ ซึ่งจะมีศูนย์บัญชาการที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทั้งนี้ ศอฉ.โดยนายสุเทพได้แสดงความห่วงใย โดยเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางพล.ต.อ.วิเชียร ได้วีดิโอลิงค์ไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลภาค และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เพื่อสรุปมาตรการรักษาความปลอดภัยเสนอต่อที่ประชุมศอฉ.
“ในวันที่ 12 กันยายน จะมีการชุมนุมของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง จัดกิจกรรมที่พระบรมราชานุสาวรีรัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี โดยจะมีการใช้รถจักรยานยนต์จำนวน 200 คัน ขับขี่ไปตามเส้นทางถนนราชดำริ ผ่านแยกราชประสงค์ สามเหลี่ยมดินแดง อนุสาวรีชัยสมรภูมิ ถ.พญาไท และจะวนกลับมาที่จุดเดิม ซึ่งได้มอบหมายให้ผบก.น. 5 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ วันที่ 17 กันยายน จะมีกลุ่มวันอาทิยต์สีแดงและกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยนัดวางดอกไม้ที่หน้าเรือนจำทั่วประเทศ ในกทม.คือเรือนจำคลองเปรม โดยจะมีผบก.น. 2 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ วันที่ 18 กันยายน จะมีขบวนการแรลลี่รถ 50 คัน ออกจากห้ามอิมพีเรียลลาดพร้าวไปที่หมายที่จ.เชียงใหม่ และวันที่ 19 กันยายน จะมีการจัดกิจกรรมอะราวเดอะเวิร์ลด 4 ปีรัฐประหาร ที่แยกราชประสงค์ โดยมอบให้ผบก.น. 5 รับผิดชอบบัญชาการ ส่วนในพื้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากบกน. 1 เป็นผู้รับผิดชอบดูแล และพื้นที่วัดปทุมวนารามจะมี เจ้าหน้าที่ตำรวจจากบกน. 6 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ” พ.ต.อ.ทรงพล กล่าว
พ.ต.อ.ทรงพล กล่าวว่า ในด้านการจัดวางกำลังจะระดมกำลังกองร้อยปราบจลาจล เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ที่มีการจัดเตรียมทั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว กำลังสนับสนุน ชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อสนับสนุนการปฏิบิติ โดยใช้กำลังตำรวจในการปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้นจำนวน 3,072 นาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการร้องขอกำลังทหารเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนมาตรการการดำเนินการทางกฎหมาย ผบ.ตร.ได้ให้นโยบายหลักๆไว้ ว่า มาตรการดำเนินการขั้นแรก จะใช้เจรจาและขอร่วมมือให้ชุมนุมโดยความเรียบร้อย ส่วนมาตรการสุดท้ายถ้าฝ่าฝืน จะมีการบังคับใช้กฎหมาย
“นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้สั่งการไปยังพื้นที่จังหวัดรอบนอกให้ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนจุดสกัดต่างๆ เราได้มีมาตรการดำเนินการอยู่แล้วตามแผนการดำเนินการเฝ้าระวังพื้นที่ทั่วกรุงเทพ 454 จุด ทั้งนี้ในพื้นที่ที่มีการจัดกิจกรรมของผู้ชุมนุมจะมีการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่ใกล้เคียงและจุดเสี่ยง จุดชุมนุมในรัศมี 400 เมตร รวมทั้งอาคารสูงใกล้เคียง เพื่อป้องกันวิถีการยิงกระสุนและระเบิดต่างๆ หรือการสร้างสถานการณ์ของมือที่ 3 โดยผบ.ตร.ได้กำชับเรื่องนี้กับผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่า การชุมนุมจะไม่มีเหตุรุนแรง เพราะเป็นการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น” พ.ต.ท.ทรงพล กล่าว
พ.ต.ท.ทรงพล กล่าวว่า ส่วนการบังคับใช้กฎหมายผบ.ตร.ให้นโยบาย คือ ขั้นแรกเน้นการเจรจา ขอความร่วมมือให้ชุมนุมโดยสงบ แต่หากผู้ชุมนุมฝ่าฝืนก็จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย โดยแยกเป็นสองส่วน คือ ในพื้นที่ที่ยังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีการดำเนินการตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ส่วนพื้นที่นอกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะดำเนินการตามกฎหมายปกติ เช่น พ.ร.บ.จราจร พ.ร.บ.รักษาความสะอาด และกฎหมายที่กี่ยวข้อง จึงขอความร่วมมือประชาชนที่จะมาชุมนุม ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย และขอเตือนกรณีการใช้ยานพาหนะและรถยนต์ ว่า เรื่องนี้ศอฉ.เคยมีประกาศห้ามใช้ยานพาหนะลงวันที่ 8 เมษายน 2553 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้ เกี่ยวกับการใช้ยานพาหนะอันก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือการกระทบ ยั่วยุต่อการสร้างความปั่นป่วน ก่อเกิดความวุ่นวาย หรือกีดขวางทางสาธารณะ กระทบการทำงานเจ้าหน้าที่ และความปกติสุขของประชาชนในพื้นที่ประกาศพ.ร.ก. หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท นอกจากนี้หากมีการปิดกั้นการจราจรหรือกีดขวางการจราจร ปิดกั้นกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ ทำร้ายประทุษร้ายทำให้เกิดความวุ่นวายและเสียหาย โดยเฉพาะกระทำการฝ่าฝืนประกาศของเจ้าพนักงงาน จะเข้าข่ายมีความผิดทันที
ด้านพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. แถลงว่า ที่ประชุมศอฉ.มีการรายงานใน 2 เรื่อง คือ 1.รายงานเกี่ยวกับการตรวจพบวัตถุระเบิดจำนวน 3 จุดในกทม.ตามที่เป็นข่าว โดยนายสุเทพได้ฝากเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการตรวจตรา โดยไม่ประมาท และต้องเข้มข้นกว่าเดิม ตลอดจนการดำเนินงานด้านการข่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและป้องกันเหตุร้าย ส่วนกรณีเรื่องระเบิดที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบระเบิดก่อนที่จะมีการระเบิดขึ้น โดยที่หลายฝ่ายมีการวิเคราะห์ว่า รัฐเป็นผู้สร้างสถานการณหรือไม่ ซึ่งศอฉ.ยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะขณะนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงการพิจารณาต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่อย่างใด ทั้งนี้คนร้ายไม่ได้ต้องการให้ะเบิด แต่ต้องการสร้างสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน
“นอกจากนี้บช.น.ได้ชี้แจงด้านการข่าวถึงกรณีที่จะมีการชุมนุม รวมทั้งปฏิบัติการหากเกิดกรณีใดๆเกิดขึ้น ดังนั้นขอเตือนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่กทม.ที่ยังมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า หากมาชุมนุมจะสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายสูง โดยเฉพาะจักรยานยนต์ทั้งหลายที่จะเข้าร่วม เพราะยังมีประกาศศอฉ.เรื่องการห้ามดังกล่าวอยู่ ถ้าทำผิดกฎหมาย อาจโดนตรวจยึดรถ ซึ่งไม่คุ้มค่ากัน” โฆษกศอฉ. กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนการใช้กำลังทหารขณะนี้เรามีการประสานและช่วยดูแลรักษาความสงบร่วมกับตำรวจอยู่ แต่ในการชุมนุมที่จะมีขึ้น เรามีการคุยกันว่าจะให้ตำรวจปฏิบัติงานในขั้นต้นก่อน เพราะความรู้สึกและความสัมพันธ์ของประชาชนที่มีต่อตำรวจจะทำให้มีบรรยากาศที่ดีกว่าทหาร ส่วนกำลังทหารที่เตรียมพร้อมไว้ หากมีการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 1 หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ(นปอ.) และกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์(พล.ม. 2 รอ.) ซึ่งมั่นใจว่าตำรวจดูแลสถานการณ์ได้ โดยจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่หากมีการฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่คงไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น



