ข่าว

"แม้ว"แบ่งรับแบ่งสู้"โกวิท"นั่งหน.เพื่อไทย

"แม้ว"แบ่งรับแบ่งสู้"โกวิท"นั่งหน.เพื่อไทย

10 ก.ย. 2553

"ทักษิณ ชินวัตร" ยังแบ่งรับแบ่งสู้"โกวิท วัฒนะ"นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “จาตุรนต์”ปฏิเสธให้ความเห็นซัด พท.ละเลยจุดยืน

(10ก.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ"มติชน"ขณะพักอยู่ในประเทศแห่งหนึ่งซึ่งเจ้าตัวไม่ขอเปิดเผย โดยให้ความเห็นกรณีมีข่าวเป็นผู้สนับสนุนให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าพรรค พท.คนใหม่ ว่า " เขายังไม่ได้เลือกนี่ครับ เขาคงต้องเลือกอีก"

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.โกวิทเหมาะกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ช่วงนี้เป็นเรื่องที่อยากเห็นบ้านเมืองเกิดความปรองดองขึ้น คงไม่มีอะไรไม่มีประเด็น เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าปัญหาพรรคพท. กำลังสาละวันเตี้ยลงทุกวัน บางคนบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอม จึงเลยเป็นแบบนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ต้องคอยดูตอนเลือกตั้งแล้วกันว่าจะเตี้ยหรือจะสูง เป็นเรื่องธรรมดา พรรคการเมืองยิ่งใหญ่ที่มีประชาธิปไตยมาก การโต้แย้ง การแสดงความคิดเห็น ก็เป็นเรื่องธรรมดา จากนั้นทุกคนทำตามมติ

 "อย่างการขับส.ส.2 คน อันนั้นแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยเตี้ยลงหรือไม่ครับ เตี้ยลงครับ ตัดของเราไปสองคน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

 ขณะเดียวกัน รายข่าวแจ้งว่า นายยงยุทธ ได้แต่งตั้งให้นายปลอดประสพ  สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค พท.คนที่ 1 ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคแทน ส่วนการยื่นในลาออกของนายยงยุทธ ไม่ได้ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคพท.แปลกใจ เนื่องจากเป็นที่รับรู้กันมาแล้ว เพียงแต่รอสัญญาณจากผู้ใหญ่ของพรรคที่จะประเมินถึงจังหวะที่เหมาะสม

 ทั้งนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนส.ส.ของพรรคเข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย

 นอกจากนี้ที่ประชุมใหญ่วิสามัญยังต้องเลือกคณะกรรมการใหม่อีก 3 ชุดประกอบด้วย คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร คณะกรรมการนโยบายพรรค และคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค

 ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าว พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผบ.ตร. มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ว่า เท่าที่ทราบ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยมีแคนดิเดต 3-4 คน แต่ พล.ต.อ.โกวิท ตนเห็นว่าเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะสูง ส่วนตัวรู้จักกันดี เชื่อว่าจะนำพาไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ในสังคมได้ ซึ่งการสร้างความปรองดอง หัวหน้าพรรคก็มีส่วนสำคัญ แต่มติพรรคเป็นสิ่งสำคัญกว่า จึงต้องออกมาให้ชัดเจน เมื่อมีการพูดออกมาแล้ว คนที่พูด จะต้องเป็นตัวแทนของพรรคได้ ไม่ใช่พูดออกมาแล้ววันรุ่งขึ้น พรรคออกมาพูดว่าไม่ได้เป็นมติอย่างนั้น ซึ่งจะทำให้เสียเวลา เพราะฉะนั้นแต่ละพรรคควรมีมติให้ชัดเจนก่อน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.โกวิท จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ต่อการปรองดองหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า พล.ต.อ.โกวิท เป็นผู้บริหารมาก่อน ซึ่งตอนนี้คงต้องรอมติของพรรคเพื่อไทย แต่หากเสนอบุคคลใดขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว เชื่อว่าใครก็สามารถทำได้ ส่วนจะเป็นการส่งสัญญาณในเรื่องของการปรองดองหรือไม่ เห็นว่าเมื่อคนใหม่เข้ามาบริหารก็จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี และเชื่อว่า คงจะให้การเดินหน้าแผนปรองดองเดินไปได้ ทั่งนี้ ตนไม่เชื่อว่าโดยบุคลิกของพล.ต.อโกวิท จะเป็นอุปสรรค ต่อการสร้างความปรองดอง เพราะพล.ต.อ.โกวิท เป็นผู้ที่พูดจารู้เรื่อง เคยร่วมงานกันมาก่อนแล้ว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเตรียมมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยในกทม.และต่างจังหวัดอย่างไร ในช่วงใกล้วันครบรอบเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. นายชวรัตน์ กล่าวว่า ได้กำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่มการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสถานที่ราชการและจุดล่อแหลม แต่กรณีนี้ ยังไม่มีการรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าเป็นห่วง

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการการออกมาสร้างสถานการณ์จะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า อยากให้เหตุการณ์พวกนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพราะว่าเมื่อเกิดเหตุความวุ่นวายแล้วประเทศชาติจะได้รับความเสียหาย

“จาตุรนต์”ปฏิเสธให้ความเห็นซัดพท.ละเลยจุดยืน
 
 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงการปรับโครงสร้างของพรรคเพื่อไทย ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่จากที่ได้ติดตามข่าวแล้วเห็นว่าการปรับโครงสร้างพรรคเป็นความพยายามในแง่ของการปรองดอง ซึ่งหลายฝ่ายก็มีการวิเคราะห์ในลักษณะนั้น แต่จะสำเร็จแค่ไหนนั้นตนไม่สามารถได้ ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นหัวหน้าพรรค จะมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น ตนไม่มีความเห็น เพราะ พล.ต.อ.โกวิท อาจเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านเพื่อการปรองดองเท่านั้น   ส่วนในวันข้างหน้าพรรคเพื่อไทยจะเสนอใครมาเป็นนายกฯ หรืออาจจะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคใหม่ก็ต้องรอดูต่อไป เพราะวันนี้ยังมีความไม่แน่นอน

 เมื่อถามว่า การปรับโครงสร้างของพรรคเพื่อไทย ควรแยกกลุ่ม นปช. ออกจากพรรคหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า แม้พรรคเพื่อไทย จะเสนอแนวทางเรื่องการปรองดอง แต่สิ่งสำคัญจริงๆ คือ จะต้องมีบทบาทในการรักษากระบวนการต่อสู่ประชาธิปไตย สร้างนโยบายให้เป็นที่ยอมรับ ต้องทำให้พรรคเป็นพรรคให้ได้ ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคตัวจริงไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือผู้ตัดสินใจจริงๆ คือคนที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ดังนั้น พรรคเพื่อไทย จะต้องประกาศนโยบายให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นโยบายการต่างๆ ต้องชัดเจน รวมถึงการสนับสนุนการต่อสู้ภาคประชาชนโดยเฉพาะ คนที่สันติวิธี เคารพกฎหมาย เพื่อทำให้เห็นว่าเราสามารถร่วมมือกับกลุ่มการเมืองได้ แต่ไม่ใช่ให้กลุ่มการเมืองมากำหนด เพราะถ้าต่อสู้ตามหลักการก็ไม่ควรให้กลุ่มการเมืองมาสั่ง

 “พรรคเพื่อไทยจะต้องจัดลำดับความสัมพันธ์ระหว่างพรรค กับกลุ่มผลประโยชนให้จริงจัง ไม่ใช่ว่าเราต้องละทิ้ง หากละทิ้งก็อาจทำให้เสียกลุ่มที่สนับสนุน ดังนั้น เราก็ต้องสนับสนุนการต่อสู้ภาคประชาชน แต่กลุ่มคนเสื้อแดงก็ต้องต่อสู้ด้วยความสันติ แต่สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องไม่ผูกติดกับพรรคจนแยกไม่ออก”นายจาตุรนต์ กล่าว

 เมื่อถามว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นเพราะหยุดการเลือดไหลออกจากพรรค นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่เสนอให้พรรคทำให้พรรคเป็นพรรค นโยบายต้องมีความชัดเจน การแก้ไขปัญหาประเทศต้องชัดเจน และต้องดูว่าจุดแข็งที่แท้จริงของพรรคอยู่ตรงไหน เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่ไม่เอาเผด็จการ และสืบสานนโยบายต่อจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน รวมถึงการทำนโยบายที่ประกาศเอาไว้ได้สำเร็จ แต่เวลานี้เพื่อไทยกลับละเลยเรื่องนี้ เสียจุดยืนไปเรื่อย มีแต่การตอบโต้รายวัน

“ศักดา”เชียร์”โกวิท”หน.-"สุณีย์"เลขาฯต่อ

 นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่มีข่าวว่าจะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่นั้นว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคแต่ถึงวันนี้ส่วนตัวคิดว่าพล.ต.อ.โกวิท เหมาะสมมากที่สุด แต่ตามระบอบประชาธิปไตยอาจมีการเสนอรายชื่อบุคคลอื่นลงแข่งขันซึ่งคงไม่เป็นอาจมีการถอนตัวก็ได้เพราะส่วนใหญ่มีการพูดคุยเบื้องต้นไว้แล้วเพื่อให้พรรคมีความเป็นเอกภาพ ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก็ไม่น่าจะมีปัญหา อาจเลือกให้ น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการพรรคฯเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ต่อไป

ลั่น"เพื่อไทย"ก้าวสู่ 1พรรค2ระบบ

 นายศักดา กล่าวด้วยว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยกำลังปรับโครงสร้างพรรคใหม่เดินไปสู่ หนึ่งพรรค สองระบบ โดยทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 บีบให้เดิน รูปแบบพรรคการเมือง ที่แบ่งการบริหารชัดเจน โดยหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค จะทำหน้าที่บริหารแก้ไขปัญหาภายในองค์กรของพรรค ขณะที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มาจาก ส.ส.ซึ่งไม่ได้กำหนดให้ต้องเป็นหัวหน้าพรรค จึงจะต้องมาสรรหาหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น โดยนายกฯจะมีหน้าที่แก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตามจะเป็นใครต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงเลือกตั้งด้วยว่าจะเน้นด้านไหนก็จะชูคนที่มีความเชี่ยวชาญนั้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สังคมยอมรับได้

เย้ย ปชป.ถูกยุบ ต้องเดินแนว พท.

 “ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบพรรคก็เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองก็จะเดินไปสู่การจัดโครงสร้างของพรรคการเมืองใหม่เป็นในแนวทางของพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นแบบ 1 พรรค 2 ระบบ ซึ่งเป็นโครงสร้างป้องกัน ไม่ให้พรรคการเมืองถูกทำลาย แต่ทำให้ระบบพรรคแข็งแรงขึ้น จะเห็นได้จากกรณีปัญหาในอดีตที่หัวหน้าพรรคพลังประชาชนทั้งสองคนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทำให้กระทบต่อการบริหารประเทศและพรรค ฉะนั้น หากประชาธิปัตย์ถูกยุบก็ย่อมเป็นปัญหาเช่นกัน สุดท้ายจะหนีโครงสร้างนี้ไปไม่ได้”

ส.ส.เหนือชี้”โกวิท”เต็งหนึ่งไร้คู่แข่ง

 นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าเท่าที่พูดคุยกับเพื่อนส.ส.ในพรรคส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันกับการปรับโครงสร้างใหม่ของพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะตำแหน่วหัวหน้าพรรคฯคนใหม่ คิดว่าพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต รมว.มหาดไทย สมัยพรรคพลังประชาชน มีความเหมาะสม เชื่อว่าการพูดคุยแต่ละภาคคงตกผนึกกันหมดแล้ว ที่จะเลือกให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯคนใหม่ คงไม่มีใครเหมาะสม เนื่องจากมีภาพที่ชัดเจน เพื่อเข้ามาสานงานบริหารพรรค แม้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ จะลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไปแล้ว แต่ทุกคนอยากให้เป็นเข้ามาส่วนร่วมผนึกทำงานในพรรคต่อไป

 ส.ส.ลำพูน กล่าวอีกว่า ในส่วนผู้ที่จะเหมาะสมได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ค่อนข้างตกผนึกแล้วว่าจะสนับสนุนให้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน เนื่องจากพรรคต้องการภาพลักษณ์ในการประนีประนอม เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งจากนี้ไปอยากเสนอให้นายมิ่งขวัญ จะต้องออกมามีบทบาทร่วมกับการขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทยให้มากขึ้นทั้งการสะท้อนความคิดเห็นวิสัยทัศน์ต่อการแก้ไขเศรษฐกิจในบ้านเมือง ให้สังคมได้เห็นแม้จะอยู่ในซีกฝ่ายค้านและยังเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต