ข่าว

“เทือก”ควงเลขาฯก.ตร.เข้าชี้แจงตั้ง”สมคิด”

“เทือก”ควงเลขาฯก.ตร.เข้าชี้แจงตั้ง”สมคิด”

10 ก.ย. 2553

ปธ.กตร.ควงเลขาฯก.ตร.แถลงข่าว แจงส่งคำชี้แจง ปมตั้ง”สมคิด บุญถนอม” เคลียร์ใจอุปทูตซาอุฯ อ้างอานิสงฆ์ “พ.ร.บ.ล้างมลทิน ” ให้พ้นโทษทางวินัย อ้าง “ผู้บังคับบัญชา” สั่งยุติเรื่องแล้ว ไม่สามารถสั่งพักราชการหรือให้ออกไว้ก่อนได้ ส่วนปมขัดแย้ง “ไทย - ซาอุฯ” ฝ่าย “

(10ก.ย.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่งตั้งพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เป็นผู้ช่วยผบ.ตร.และทำให้เป็นปัญหาที่ซาอุดิอาระเบียแสดงความไม่พอใจในขณะนี้ โดยในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ นายสุเทพ ได้นำ พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ เลขานุการก.ตร.มาร่วมชี้แจงถึงการแต่งตั้งในครั้งนี้ด้วย

 รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้ชี้แจงกับอุปทูตซาอุฯ ไประดับหนึ่งแล้วว่าทุกอย่างที่เราดำเนินการนั้น เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและกฎของก.ตร. แต่ดูเหมือนอุปทูตซาอุฯ จะมีคนแปลกฎหมายให้เฉพาะบางมาตรา จึงทำให้เข้าใจเรื่องราวไม่สมบูรณ์นัก จึงได้บอกไปว่าจะไปหาข้อมูลและจะมาชี้แจงต่ออุปทูตเป็นหนังสือ เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งขณะนี้ตนได้ทำหนังสือเสร็จเรียบร้อยแล้วและส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ นำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้สถานทูตซาอุฯได้รับข้อเท็จจริงไป และวันนี้ตนได้เชิญพล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ซึ่งเป็นเลขานุการก.ตร. ที่เป็นผู้พิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทุกระดับและทำหน้าที่นี้มานาน ท่านทราบและเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีมาร่วมชี้แจงด้วย และจะแจกเอกสารสรุปข้อเท็จจริงในเรื่องการแต่งตั้งดังกล่าวให้สื่อได้ทราบด้วย

 ด้านเลขานุการก.ตร. กล่าวว่า สำหรับเรื่องนี้ได้มีการดำเนินคดีอาญาอยู่แล้วกับพล.ต.ท.สมคิด ในข้อหาดังกล่าว ซึ่งผลการดำเนินคดีอาญาในครั้งที่แล้วนั้นปรากฏว่า ทางพนักงานอัยการเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ทางกรมตำรวจในสมัยนั้นซึ่งได้พิจารณาไปแล้ว ก็เห็นควรสั่งไม่ฟ้องตาม และคดีเป็นอันสิ้นสุดที่พนักงานมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องไป ส่วนในเรื่องของวินัยของพล.ต.ท.สมคิด ในตอนนั้นก็ได้มีการดำเนินการทางวินัย แต่ที่สุดแล้วเมื่อทางคดีอาญายุติเรื่องลงและในทางวินัย เมื่อดูพฤติการณ์อื่นประกอบแล้ว การดำเนินการทางวินัยในขณะนั้น ผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น ผบ.ตร.ในขณะนั้น ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง ประกอบกับทางพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดสั่งไม่ฟ้อง ก็เลยยุติเรื่องในทางวินัย ไป

 พล.ต.ท.อาจิณ กล่าวว่า แต่ต่อมาหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้พบพยานหลักฐานเพิ่มเติม และทำสำนวนสั่งฟ้องไป ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ก็มีประเด็นปัญหาว่า สามารถที่จะดำเนินการทางวินัยกับพล.ต.ท.สมคิด ได้หรือไม่ และเมื่อมีการดำเนินคดีอาญากับพล.ต.ท.สมคิด ทางพล.ต.ท.สมคิด ก็ได้รายงานตนต้องหาคดีอาญามาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งในการรายงานตนของพล.ต.ท.สมคิด นั้นได้บอกด้วยว่า เนื่องจากในเรื่องของวินัยของตนนั้นได้มีการดำเนินการและสั่งยุติเรื่องไปแล้ว เป็นกรณีที่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการล้างมลทิน ตามพรบ.ล้างมลทินปี 2550 มาตรา 6 ซึ่งเรื่องนี้ทางสตช.จึงได้หารือมาที่ก.ตร.ซึ่งก.ตร.โดยอนุกรรมการตำรวจ(อ.ตร.)กฎหมาย จึงมีการพิจารณาเรื่องนี้โดยละเอียด

 “โดยสรุปก็คือ ตามมาตรา 6 เมื่อใครถูกดำเนินการทางวินัยไปแล้ว และผู้บังคับบัญชาได้สั่งยุติเรื่องไปแล้ว ให้ถือว่ายุติลง ไม่สามารถดำเนินการทางวินัยต่อไปได้อีก ดังนั้นขณะนี้จึงไม่สามารถดำเนินการทางวินัย กับพล.ต.ท.สมคิด ได้อีก แม้กระทั่งเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลในขณะนี้อยู่ก็ตาม ” พล.ต.ท.อาจิณ กล่าว

 ขณะที่ประธานก.ตร. กล่าวว่า นั่นหมายความว่าทางสตช.ไม่สามารถจะสั่งพักราชการหรือสั่งให้พล.ต.ท.สมคิด ออกจากราชการไว้ก่อนได้ จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด

 ส่วนพล.ต.ท.อาจิณ กล่าวว่า เนื่องจากมาตรา 95 ตามพรบ.สตช.ได้บัญญัติต่อไปอีกว่าในกรณีที่มีการดำเนินการทางวินัยหรือกรณีต้องหา หรือถูกฟ้องคดีอาญาอาจจะมีการสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อรอฟังผลการดำเนินการทางวินัย นอกจากนี้ในทางวินัยก็ยังมีบทบัญญัติอีกมาตราหนึ่งรองรับไว้ว่า กรณีที่ศาลพิพากษาแล้วเห็นว่ามีความผิดและพิจารณาถึงที่สุดแล้ว สั่งให้ลงโทษจำคุก หรือหนักกว่าจำคุก ให้ถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและโดยกฎก.ตร.ในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถือว่าเป็นความผิดปรากฏชัดแจ้งเลย ถ้าศาลพิพากษาว่ามีความผิดและสั่งลงโทษ ซึ่งโทษสถานเดียว คือ ปลด หรือไล่ออก และต้องสั่งตามนั้นด้วย จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน

 เลขาฯนุการ ก.ตร. กล่าวว่า สำหรับการแต่งตั้งในปีนี้ กฎหมายวางขั้นตอนของการแต่งตั้งเอาไว้ 4 ระดับด้วยกัน ระดับแรก คือ ให้ผบ.ตร.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกรายชื่อเสนอก.ตร.ให้ความเห็นชอบ และนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป ซึ่งการที่ผบ.ตร.จะคัดเลือกนั้น มาตรา 56 กำหนดไว้ว่า การคัดเลือกต้องผ่านคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งเป็นการประชุมในรูปแบบของคณะกรรมการ และได้มีกฎก.ตร.ในเรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องด้วยว่าการพิจารณาแต่งตั้ง ระดับผู้ช่วยผบ.ตร.ขึ้นไปให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโส ซึ่งปีนี้ตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.มีว่างด้วยตัวเอง เนื่องจากเกษียน และว่างเนื่องจากการแต่งตั้งทดแทน 11 ตำแหน่ง ซึ่งพล.ต.ท.สมคิด อยู่ในอาวุโสลำดับที่ 2 และเนื่องจากไม่มีเหตุวินัย หรือไม่มีเหตุความประพฤติอย่างอื่น เมื่อพิจารณาเรียงตามลำดับมาแล้วทั้ง ผบ.ตร. และคณะกรรมการคัดเลือก ก็ได้คัดเลือกพล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้ช่วยผบ.ตร. และเรื่องนี้ได้ผ่านมาที่ก.ตร. ซึ่งแต่ละคนจะลงคะแนนได้เพียง 1 เสียง และมีอิสระในการใช้ดุลพินิจ มีความเป็นกลาง

 “ตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.ไม่ใช่ตำแหน่งในลักษณะหลัก ไม่ใช่ตำแหน่งที่ใช้ในการควบคุมเหมือนผู้บัญชาการภาคต่าง ๆ แต่เป็นลักษณะของผู้ช่วยผบ.ตร.อีกที อยู่ที่ผบ.ตร.จะให้ปฏิบัติหน้าที่อะไรก็จะมอบหมายให้ทำ ดังนั้นยืนยันได้ว่า พล.ต.ท.สมคิด ไม่สามารถที่จะไปส่งผลต่อการพิจารณาคดีนี้ หรือพยานหลักฐานต่าง ๆ ของศาลได้ในอำนาจหน้าที่ที่ได้รับอยู่ ” พล.ต.ท.อาจิณ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.ท. สมคิด อ้างอานิสงค์ พ.ร.บ.ล้างมลทิน แต่เรื่องนี้มีการพบข้อมูลใหม่ ซึ่งปัญหาขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้มากว่าจะนำผลร้ายมาสู่ประเทศไทย เพราะเรามีเรื่องกับประเทศซาอุฯมา 20 ปีแล้ว และทางซาอุฯได้ออกแถลงการณ์มาถึง 3 ฉบับ ทำไมถึงยังไม่รู้สึกอะไรกัน เวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแค่ทำผิด ไปวิ่งราวก็ยังให้พักราชการ แต่เรื่องนี้ใหญ่มากก็ยังทนกันอยู่ได้ แล้วก.ตร.จะเชื่อถือได้อย่างไร แค่คดีนายวัชรพล ก็ยังแต่งตั้งกันผิด และต้องโดนศาลปกครองเพิกถอน ส่วนคดีนี้บอกว่าทำถูกแล้วใครจะเชื่อ ประธานก.ตร. กล่าวว่า เลขาฯ ก.ตร.ได้ชี้แจงวิธีปฏิบัติเรื่องของกฎหมาย ประเด็นที่เป็นความรู้สึกของผู้ที่ติดตามเหตุการณ์และเกิดความสงสัย เป็นเรื่องที่ตนและฝ่ายการเมืองต้องรับผิดชอบ ซึ่งตนขอยืนยันว่ากระบวนการในการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด ได้ดำเนินการตามหลักของกฎหมาย แม้ว่าการแต่งตั้งนั้นจะไม่ถูกใจและรู้สึกขัดต่อความรู้สึกบางท่าน เราก็จำเป็นต้องยึดตัวบทกฎหมายและกฎเกณฑ์กติกาเป็นสำคัญ

 นายสุเทพ กล่าวอีกว่า เรื่องที่พล.ต.ท.สมคิด ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเรื่องปกติ ที่ข้าราชการทุกคน โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจอะไรที่กระทบต่อสิทธิ์ของเขาก็มีสิทธิ์ ที่จะทำความเห็นชี้แจง ต่อผู้บังคับบัญชา ส่วนผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเชื่อตามคำร้องเรียนหรือคำชี้แจง ในกรณีของพล.ต.ท.สมคิดนั้น เมื่อได้ไปรายงานตนทำบันทึกรายงานตัวเองต่อผู้บังคับบัญชาว่า เขาถูกดำเนินคดีอาญา และเขาก็ชี้แจงว่าเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับสิทธิ์อะไรบ้าง ทางผู้บังคับบัญชาก็ได้ส่งเรื่องให้อนุกรรมการฝ่ายกฎหมาย และระเบียบวินัย ก.ตร.เป็นผู้พิจารณา ซึ่งก็มีคณะกรรมการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งมีนายตำรวจที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ แต่เกษียณอายุไปแล้วเป็นผู้พิจารณาให้ความเป็นธรรม ก็เป็นที่เชื่อถือของตำรวจทั่วประเทศ เมื่อเขาได้พิจารณาตามหลักกฎหมาย กฎกติกา เขาก็มีความเห็นมาเสนอต่อคณะกรรมการตำรวจว่า พล.ต.ท.สมคิด ได้ถูกดำเนินการตามวินัยไปแล้ว และได้สั่งยุติไปเกือบ 20 ปีแล้ว ว่าให้ยุติการดำเนินการทางวินัย เพราะไม่มีหลักฐาน

 ประธานก.ตร. กล่าวต่อไปว่า ต่อมาเมื่อมีพ.ร.บ.ล้างมลทิน พล.ต.ท.สมคิด ก็ได้รับอานิสงค์นี้ จากพ.ร.บ.ล้างมลทิน ว่าคนที่ถูกดำเนินการทางวินัยไปแล้ว และจบไปแล้ววันนี้จะรื้อฟื้นมาดำเนินคดีในกรณีเดียวกันไม่ได้ ซึ่งก็เป็นหลักธรรมดา เหมือนกับคนคนหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย จะถูกฟ้องด้วยเหตุที่ทำความผิดเรื่องเดียวกันสองครั้งไม่ได้ ยกเว้นในกรณีนี้เช่นคดีตัดสินไปแล้วแต่มีพยานหลักฐานใหม่ ต้องรื้อฟื้นก็ว่ากันไป แต่ในส่วนของวินัยเขาไม่ได้ยกเว้นอะไร

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามองประเด็นที่ศาลรับฟ้องและพล.ต.ท.สมคิดก็ควรที่จะไปเตรียมตัวต่อสู้คดี ถ้าหลุดคดีก็กลับมารับราชการได้ จะมองในประเด็นนี้ได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ได้ ถ้าพล.ต.ท.สมคิดตัดสินใจว่าจะลาออกจากราชการ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ในกรณีนี้พล.ต.ท.สมคิดต้องการที่จะปกป้องสิทธิ์ตนเองตามกฎหมายของก.ตร. ซึ่งคณะกรรมการก.ตร.ต้องพิจารณาตามกฎที่กำหนดเอาไว้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯระบุว่าจะไม่มีการเพิกถอนพล.ต.ท.สมคิด แล้วในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไรกันต่อ ถ้าความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุด รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เหตุผลที่นายกฯได้เรียนกับประชาชนผ่านสื่อไปว่าจะไม่มีการยับยั้ง กรณีการแต่งตั้งพล.ต.ท.สมคิด ก็เพราะได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมาย และกฎระเบียบของตำรวจอย่างถูกต้องมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราได้เรียนให้นายกฯทราบ แล้วนายกฯก็ได้ชี้แจงกับประชาชนไป ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนข้อเท็จจริงให้กับผู้นำประเทศซาอุฯ โดยผ่านทางสถานทูตของไทยให้เข้าใจชัดเจน ซึ่งตนก็จะแนบเอกสารหลักฐานที่มีอยู่ไปด้วย

 “การเอาความจริงมาพูดกัน เป็นทางออกที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ เมื่อเราพูดความจริงกันอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องว่าไปตามความจริง แล้วเราก็เชื่อว่าทางซาอุฯจะเข้าใจ เพราะทุกประเทศต้องมีกฎหมายแต่ละประเทศที่ต้องปฎิบัติ ” นายสุเทพ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า อุปทูตซาอุฯระบุว่า เรื่องนี้เกิดขึ้น 20 ปีแล้วยังไม่ได้ข้อเท็จจริงอะไรออกมาว่า เจ้าหน้าที่ของสถานทูตซาอุฯ 3 คนที่เสียชีวิต ทำไมคดีถึงไม่มีความชัดเจนเสียที นายสุเทพ กล่าวว่า ก็น่าเสียใจที่เกิดคดีความอย่างนี้ขึ้นในประเทศไทย เราก็มีคดีที่คนไทยเสียชีวิตหลายคดีด้วยกันที่ไม่สามารถจะสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิดได้ เพราะการพิจารณาตามหลักกฎหมายของเราพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม ต้องถือเอาพยานหลักฐานเป็นสำคัญ บางคดีพี่น้องประชาชนก็เห็นว่าคนนี้น่าจะเป็นคนที่กระทำความผิด แต่เรายังไม่สามารถที่จะรวบรวมพยานหลักฐานมาประกอบคดีได้ ก็มาสามารถที่จะดำเนินคดีกับเขาได้เป็นต้น