ข่าว

ถอดรหัสบึ้ม! 2-3 กลุ่มล่มปรองดอง

ถอดรหัสบึ้ม! 2-3 กลุ่มล่มปรองดอง

10 ก.ย. 2553

เหตุลอบวางระเบิดถึง 3 ครั้งซ้อนๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ที่หน้า ร.ร.สันติราษฎร์วิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และลานจอดรถกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 9 กันยายน เล่นเอาคนกรุง และนนทบุรี อกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน

 ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ รูปแบบการวางระเบิด และชนิดของระเบิดที่นำมาใช้ มีความคล้ายคลึงกันมากๆ ทั้ง 3 เหตุการณ์ ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า กลุ่มคนที่ประกอบระเบิดน่าจะเป็นคนคนเดียวกัน หรือกลุ่มเดียวกันแน่นอน

 ความพ้องกันของเหตุระเบิดทั้ง 3 ลูก ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ฉุกใจคิดก็คือ การใช้ถุงเป้สัมภาระขนาดใหญ่ของทหาร นำมาบรรจุถังดับเพลิง ซึ่งภายในบรรจุดินระเบิดน้ำหนักประมาณ 5 กก.

 โดยถังดับเพลิงทุกถังมีหัวนอตหลายสิบหัวพันด้วยกระดาษกาวโดยรอบ เพื่อเป็นสะเก็ดระเบิด ส่วนแผงวงจรระเบิดใช้แบตเตอรี่รถจักรยานยนต์เป็นตัวจ่ายไฟ มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และนาฬิกาดิจิทัลเป็นตัวควบคุมการจุดระเบิด และตั้งเวลาการทำงาน

 เจ้าหน้าที่ยังชี้ด้วยว่า รูปแบบของระเบิดคล้ายคลึงกับที่คนร้ายนิยมใช้ก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก ซึ่งอาจจะมีความเชื่อมโยงกันบางประการ

 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่อยากให้รีบสรุปเช่นนั้น เพราะต้องพิจารณาจากองค์ประกอบหลายๆ ประการถึงจะพอให้เชื่อมั่นได้ว่า กลุ่มที่ประกอบระเบิดมาจากภาคใต้จริง

 องค์ประกอบแรกที่เขาอยากให้มอง คือ "แหล่งจ่ายไฟ" โดยทราบว่าระเบิดที่พบทั้ง 3 ลูกมี "แบตเตอรี่รถจักรยานยนต์" เป็นแหล่งจ่ายไฟ

 โดยทางภาคใต้นิยมใช้ขนาด 9 โวลต์ เพราะมีขนาดเล็ก ประกอบและซ่อนพรางได้ง่าย ขณะที่แบตเตอรี่รุ่นเก่าจะมีขนาด 6 โวลต์ ส่วนรุ่นใหม่จะมีขนาด 12 โวลต์

 พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ถ้าแบตเตอรี่ที่พบมีขนาด 9 โวลต์ ก็มีโอกาสสูงที่คนร้ายจะมาจากทางใต้ !!

 ส่วน "ระบบสวิตช์ควบคุมการจุดระเบิด" ก็บอกแหล่งที่มาได้เช่นกัน ซึ่งในที่นี้ก็คือ "นาฬิกาดิจิทัล" นั่นเอง โดยเขาบอกว่า ถ้าเป็นนาฬิกายี่ห้อคาสิโอ รุ่น F 200 หรือ F 201 ก็เป็นไปได้สูงว่ามาจากทางใต้

 "เหตุระเบิดป่วนกรุงเมื่อตอนสิ้นปี 2549 คนร้ายก็ใช้นาฬิการุ่นนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานได้ว่ามาจากทางใต้จนสามารถจับกุมคนร้ายได้ในที่สุด"

 เงื่อนปมอีกอันที่อาจไขปริศนาได้ก็คือ "เชื้อปะทุ" โดยปัจจุบันเชื้อปะทุไฟฟ้าหายาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่เข้มงวดในการซื้อขาย ทำให้คนร้ายต้องดัดแปลงเอา "หลอดปากกาเขียนคิ้ว" มาทำเป็นเชื้อปะทุแทน

 ถ้าตำรวจพบหลอดปากกาเขียนคิ้วในถังดับเพลิงก็เชื่อได้เลยว่า มือระเบิดน่าจะเป็นกลุ่มจากทางใต้จริง

 ส่วนการเลือกใช้สะเก็ดระเบิดจาก "หัวนอต" เอามาพันรอบถังดับเพลิง เขามองว่า เป็นรูปแบบที่แตกต่างจากทางใต้ เพราะที่นั่นจะใช้ "เหล็กเส้นตัด" เอามายัดลงในถังดับเพลิงแทน

 "การใช้เหล็กเส้นตัดจะทำให้อานุภาพทำลายล้างของสะเก็ดสูงกว่า เพราะถ้าวิ่งเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการฉีกขาดได้มากกว่าหัวนอตที่แทบไม่มีด้านที่แหลมคมเลย"

 เขาอธิบายว่า องค์ประกอบเหล่านี้ มือระเบิดแต่ละคน แต่ละที่ จะมีรูปแบบความเคยชิน หรือ "pattern" เฉพาะตัว หรืออาจเรียกว่า "bomb signature" ก็ได้ ดังนั้น ถ้าองค์ประกอบคล้ายคลึงกันตั้งแต่ 70-80% ขึ้นไป ก็เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

 อย่างไรก็ตาม เขาออกตัวว่า ไม่ได้เป็นคนตรวจที่เกิดเหตุ จึงไม่อาจฟันธงได้ว่า เป็นระเบิดที่มาจากทางใต้หรือไม่ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า คนที่ประกอบระเบิดแบบนี้ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นตำรวจหรือทหารก็ได้

 แค่เป็นคนธรรมดาๆ เรียนจบ ปวช.-ปวส. มีความรู้ทางช่าง หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์นิดหน่อย และผ่านการอบรมเบื้องต้นแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถออกมาประกอบเองได้แล้ว

 ส่วนจุดประสงค์ในการลงมือ เขาวิเคราะห์จากการเอาไปวางไว้ในถุงใบใหญ่สะดุดตา ทั้งยังวางในจุดที่คนพบเห็นได้ง่าย จึงน่าจะเป็นการลงมือเพื่อต้องการข่มขู่ หรือสร้างสถานการณ์มากกว่า เผลอๆ อาจมีการต่อที่ไม่ครบวงจรก็ได้

 แต่ถ้าต่อครบวงจรจริงๆ ดินระเบิดขนาดนี้ก็สามารถฆ่าคนได้มาก เพราะสะเก็ดจะวิ่งได้ไกลสุดถึง 300 เมตร ส่วนในรัศมี 100 เมตร ถ้าโดนเต็มๆ ก็มีโอกาสตายสูง

 ขณะที่สิ่งปลูกสร้าง ถ้าเป็นสะพานลอยอาจทำให้บันไดพังลงมาได้ แต่ไม่ถึงขั้นถล่มทั้งสะพาน ถ้าเป็นตึกหรือกำแพงก็คงทำให้เกิดรูโหว่ขนาดใหญ่ แต่คงไม่ถึงขนาดพังลงมาทั้งหมด

 ส่วนในมุมมองของเจ้าหน้าที่ "หน่วยข่าว" ก็มองสอดคล้องกันว่า เป็นการก่อเหตุเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ที่แม้จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถคืนความสงบเรียบร้อยให้ประเทศได้

 ขณะที่การทำงานของหน่วยข่าว หลังจากถูกลงแส้อย่างหนักจากทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็ได้ลงพื้นที่ปูพรมเกาะติดกลุ่มคน และพื้นที่ล่อแหลมอย่างเต็มที่

 โดยเฉพาะการลงพื้นที่ชุมชนที่คาดว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะหลบเข้าไปกบดาน และเชื่อว่ากลุ่มที่ลงมือล่าสุดน่าจะเชื่อมโยงกลับกลุ่มที่ลอบวางวระเบิด และยิงเอ็ม 79 เข้าใส่อาคารคิงเพาเวอร์ และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ด้วย

 สำหรับกลุ่มที่หน่วยข่าวกำลังจับตาขณะนี้ มีอยู่ 2-3 กลุ่มที่เชื่อมโยงกับการก่อเหตุในช่วงการชุมชุมที่ผ่านมา โดยหน่วยข่าวประเมินว่า เป็นการก่อเหตุวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง เพื่อ "ล่มแผนปรองดอง" ที่คนส่วนใหญ่ต่างขานรับอย่างเต็มที่

ทีมข่าวความมั่นคง