ข่าว

ตัวช่วยที่แสลงหู

ตัวช่วยที่แสลงหู

10 ก.ย. 2553

ในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่าบางทีความสำเร็จหรือความล้มเหลวมันมิได้เป็นเพียงความสามารถของคนคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลเพียงกลุ่มเดียว แต่ส่วนใหญ่ของผลลัพธ์ของมันต้องมีตัวช่วยเดินเคียงข้างอยู่เสมอๆ อย่างน้อยโอกาส ความเหมาะสม ความสุกงอม เค

ความคิด การวางแผนที่ดี การบริหารที่เก่งกาจ การเงิน เครื่องมือที่จะอำนวยความสะดวก ความคล่องตัว ตลอดจนความแม่นยำในการคาดการณ์หรือคาดเดาหรือวิทยาการที่ล้ำหน้ามีคุณภาพและพรั่งพร้อมด้วยประสิทธิภาพต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าในการทำงานในสภาวะวิกฤติองค์ประกอบเหล่านี้คือตัวช่วยสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลยแม้แต่นิด  แต่ในความเป็นจริงของเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มักจะละเลยองค์ประกอบที่สำคัญบางตัวจนทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างอื่น แล้วตีโพยตีพายว่ามันเป็นเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้หรือตัวแปรที่สำคัญ แต่เมื่อทำงานสิ่งใดสำเร็จมักจะยิ้มย่องตีอกชูกำปั้นขึ้นเหนือหัวว่าข้านี่เก่งจริงๆ ข้าหรือเขานี่แหละคือวีรบุรุษที่แท้จริง แต่หากผิดพลาดไม่สำเร็จดั่งใจกลับโวยวายด่าพ่อล่อแม่คนอื่น บ้างเอาเฉพาะความดีใส่ตัวแต่ความชั่วโยนใส่หัวคนอื่น หรือไม่ก็โยนบาปให้บางคนบางกลุ่มเป็นเหยื่อไปเสียเลย

กรณีตัวอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้คือสิ่งที่ยังปรากฏอยู่ซึ่งยังมีอีกมากมายในพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศในปัจจุบันเช่นในด้านการศึกษามีตัวอย่างที่ยังพูดกันอยู่เช่น เด็กมลายูมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียนภาษาไทยอ่อนเพราะพ่อแม่ไม่ให้เรียนภาษาไทย หรือเด็กไม่สนใจ เด็กไม่ยอมพูดภาษาไทยนอกจากภาษามลายู แต่กระทรวงศึกษาธิการเคยศึกษาบ้างไหม การสอนภาษาไทยในประเทศเราปัจจุบันที่ล้มเหลวเพราะคนมลายูที่ไม่ยอมพูดภาษาไทยเท่านั้น หรือที่ภูมิภาคอื่นไม่มีปัญหาอะไรเลย? หรือครูภาษาไทยเราไม่มีคุณภาพ หรือหลักสูตรเนื้อหาและวิธีการสอนของเราแย่

หรือวิธีการนำเสนอให้คนชนชาติพันธุ์ที่พูดภาษาแม่เป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทยในประเทศนี้ให้เรียนรู้ภาษาไทยก่อนมันไม่ถูกต้องแต่กระทรวงศึกษาธิการและผู้มีอำนาจบางคนก็ยังดันทุรังเดินหน้าแบบเดิมๆ ที่เคยเดินมาแล้วเมื่อ 200 กว่าปี ผลอย่างที่รู้ๆ กันว่าการใช้ภาษาไทยโดยทั่วไปก็ยังเป็นปัญหาเดิมๆคืออ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น พูดผิดพูดถูก ปัญหาซ้ำซากที่เวียนว่ายอยู่ใต้กะลามะพร้าว ถ้าอยากจะพัฒนาเหมือนกับประเทศยุโรป ก็ลองศึกษาแบบอย่างกรณีการเรียนการสอนภาษาแม่ (ชนชาติพันธุ์อื่นในประเทศ) กับภาษาของชาติในประเทศเยอรมนี สวีเดนก็ได้ว่าเขาทำกันอย่างไร ถ้าหากเห็นว่าระบบการศึกษาของมาเลเซียที่สอนแยกในชั้นประถมเป็นโรงเรียนของลูกหลานชาวมลายู โรงเรียนของเด็กๆ ที่มีเชื้อสายจีน หรือของลูกหลานชาวอินเดียไม่เข้าท่า ?

ส่วนกรณีความเป็นไปเป็นมาของความไม่สงบหลายคนพยายามจะอธิบายถึงรากเหง้าของปัญหาย้อนอดีตประวัติศาสตร์นับพันๆ ปีก็มี บ้างก็จะอธิบายเฉพาะเหตุการณ์ที่เริ่มปะทุเมื่อมีการปล้นปืนในค่ายทหารที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2547 เท่านั้น บ้างก็ถามเอาดื้อแต่น่าฟังว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยเป็น 7 หัวเมืองมลายูถูกเปลี่ยนแปลงเป็น 3 จังหวัดในปัจจุบันนับตั้งแต่มีสนธิสัญญากับอังกฤษในปี คศ.1909 จนถึงปัจจุบันคือปี 2010 เป็นเวลา 101 ปีมาแล้ว ผลการพัฒนาเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา ความเป็นอยู่ เทคโนโลยีความก้าวหน้าทางวิทยาการที่สนับสนุนการมีชีวิตที่ดีขึ้นเทียบเคียงกับส่วนอื่นๆ ของประเทศในราชอาณาจักรเดียวกันนี้ มันมีคำตอบที่จะให้ประชาคมโลกได้อย่างสนิทใจได้อะไร อย่างไร? หรืออยากจะปล่อยให้คนสามจังหวัดคิดเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียแบบเดิมๆ ไปตลอด?

ถ้าจะพูดอย่างนักบริหาร นักรัฐศาสตร์ นักธุรกิจ นักพัฒนาหรือจะมองอย่างนักอนุรักษ์ประเภทตกขอบแต่มีใจเป็นธรรม (บ้าง) คงจะตอบได้ว่า 100 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงในระบบเดิมจาก 7 หัวเมืองมลายูมาเป็นระบบจังหวัดอย่างที่เป็นอยู่ คือความสำเร็จที่น่าพอใจหรือภูมิใจกันนักหนากระนั้น? หรือนี้คือความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าของการเมืองการปกครองของประเทศที่น่าจะมีทางออกอย่างอื่นแก่จังหวัดชายขอบต่างๆ อย่างจริงจัง อย่างน้อยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นตัวช่วยให้ประเทศชาติไม่ต้องตกอับไปมากกว่านี้ หรือว่าจังหวัดชายขอบทั้งหลายโดยเฉพาะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือสำรับกับข้าวอันโอชะของบรรดากระสือสารพัดสีในปัจจุบัน ทำให้ตัวช่วยเรื่องการกระจายอำนาจมันแสลงหูไปหมด

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
[email protected]