ข่าว

การกำราบนักเรียนนักเลง

การกำราบนักเรียนนักเลง

10 ก.ย. 2553

ระยะนี้มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญและสะเทือนอารมณ์เกี่ยวกับครูและนักเรียนเกิดขึ้นติดๆ กัน แต่เป็นภาพที่กลับตาลปัตรกันจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นในประเทศไทยเหมือนๆ กัน ภาพหนึ่งเกิดขึ้นที่ภาคใต้ เมื่อครูในพื้นที่ทั้ง 3 เขตการศึกษา ใน จ.นราธิวาส รวม 365 โรงเรียน

พร้อมใจกันหยุดการเรียนสอนเป็นเวลา 3 วัน หลังจากมีครูสองสามีภรรยาใน จ.นราธิวาส ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงซ้ำซาก ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อขวัญกำลังใจครูใน 3 จังหวัดภาคใต้ เพราะนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมามีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิต รวมแล้วทั้งสิ้น 135 ราย บาดเจ็บอีก 122 ราย

 ส่วนอีกภาพหนึ่งเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ต่อเนื่องกันมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว เมื่อเด็กนักเรียนได้ฟื้นค่านิยมผิดๆ ก่อเหตุรุนแรงขึ้นมาใหม่ในรูปแบบต่างกันไป ทั้งยกพวกตีกับนักเรียนต่างสถาบัน ทั้งเหิมเกริมอวดศักดาบนรถเมล์ จนมีผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะเด็กวัย 9 ขวบตกเป็นเหยื่อดับอนาถ หรือริเป็นนักเลงใช้อาวุธแทงนักเรียนต่างโรงเรียนภายในห้างดัง เป็นต้น

 ภาพทั้ง 2 ภาพที่เกิดขึ้นทั้งที่ภาคใต้หรือที่กรุงเทพฯ สะท้อนถึงความล้มเหลวของภาครัฐในส่วนของแผนดูแลความปลอดภัยครูใน 3 จังหวัดภาคใต้และแผนป้องกันนักเรียนนักเลงก่อเหตุรุนแรง ส่วนใหญ่มักจะปัดฝุ่นข้อเสนอแนะเดิมๆ ขึ้นมาพูดแต่ไม่เคยนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังเสียที โดยเฉพาะในมาตรการป้องกันและลงโทษนักเรียนนักเลง ซึ่งเรายืนยันว่าทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่โยนภาระหนักอึ้งให้แก่โรงเรียน ผู้ปกครองหรือกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น

 เราเชื่อว่ามาตรการป้องกันนักเรียนนักเลงนี้จะต้องใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็งควบคู่กันไป ในส่วนของมาตรการไม้นวมนั้น เราเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะหลายประการที่จะต้องทำไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะกรณีทำ “ทัณฑ์บน” พ่อแม่เพื่อบีบให้ดูแลลูกให้ดี หรือให้คัดกรองและอบรมเด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงและเด็กที่มีปัญหาความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) หรืออาจถึงขั้นส่งไปบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เป็นต้น

 ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องใช้ไม้แข็งเพิ่มความเด็ดขาดในการใช้เครื่องมือทางกฎหมาย เพื่อให้สำนึกในความผิดที่ก่อไว้ แต่ที่กล่าวข้างต้นล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเป็นเพียงการป้องปรามเท่านั้น สิ่งที่พึงทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องก็คือการแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งทุกฝ่ายต่างตระหนักดีว่ามาจากทัศนคติ ความคิด ค่านิยม ความรุนแรง และศักดิ์ศรี เป็นหลัก ผสมผสานกับการดื่มสุราและสารเสพติด ซึ่งง่ายต่อการแก้ไขหากคิดทำจริงจัง ขณะที่สื่อเองจะต้องไม่กระตุ้นการก่อความรุนแรงด้วย ไม่เช่นนั้นก็คงมีผู้บริสุทธิ์ต้องกลายเป็นเหยื่ออีกไม่รู้เท่าไหร่