
คนไทยเชื่อศก.ดีขึ้นยังรัดเข็มขัดงดสินค้าฟุ่มเฟือย
ปัญญาสมาพันธ์เปิดเผยถึงผลวิจัย คนไทยลดความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ มองปีนี้ฐานะการเงินดีกว่าปีก่อน เริ่มกินอาหารนอกบ้านมากขึ้น แต่ยังรัดเข็มขัดเรื่องใช้สินค้าฟุ่มเฟือย กระตือรือร้นทำงานหารายได้เพิ่ม
เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลสำรวจประชาชนไทย หัวข้อ “ความคิดเห็น ของคนไทยต่อการใช้จ่ายและการบริโภค” ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 15-22 กรกฎาคม 2553 กลุ่มตัวอย่าง 8,000 ราย ทั่วประเทศ
ผศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ คณะกรรมการบริหารนโยบายปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย และรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความมั่นใจสภาพการเงินของคนไทยปีนี้ เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา คนไทยมีความคิดเห็นว่าฐานะการเงินของตนเองดีกว่าปีก่อนมีสัดส่วน 17.4% ขณะที่ปี 2552 อยู่ที่ 10.8% แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความกังวลต่อเศรษฐกิจลดลง และส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยใน 3 เดือนข้างหน้าจะไม่แตกต่างจากปัจจุบัน
สำหรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนไทย 3 เดือนที่ผ่านมาพบการเปลี่ยนแปลง คือ คนไทยออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้นมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.9% จากตัวเลขในปี 2552 อยู่ที่ 4.1% และปี 2551 อยู่ที่ 6.0% ส่วนกลุ่มที่ทำเท่าเดิมอยู่ที่ 32% ส่วนกลุ่มที่ทำน้อยลงอยู่ที่ 45.9% ปี 2552 อยูที่ 49.4% และกลุ่มที่ไม่รับประทานอาหารนอกบ้าน ปีนี้อยู่ที่ 12.5% ปี 2552 อยู่ที่ 17.4%
รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ประธานกรรมการนโยบายปัญญาสมาพันธ์ฯ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สัดส่วนของคนไทยที่ไปรับประทานนอกบ้านมากขึ้น และคนที่ไม่ไปรับประทานอาหารนอกบ้านลดลง แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในเศรษฐกิจ ออกไปใช้จ่ายเงินในสิ่งที่จำเป็น สอดคล้องกับการรับประทานอาหารประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีแนวโน้มลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยของคนไทยถือว่ายังเข้มงวดและรัดเข็มขัด เรื่องการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย
ทั้งนี้ กลุ่มสำรวจมีการใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงนอกบ้าน ทั้งการดูหนัง และคาราโอเกะลดลงที่ 52% ปี 2552 อยู่ที่ 47.1% รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ลดบริโภคเครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม นอกจากนี้ พบว่าคนไทยกระตือรือร้นในการทำงานและหารายได้มากขึ้น โดยพบว่ากลุ่มที่ใช้เวลาในการหารายได้มากขึ้น 47% ปี 2552 อยู่ที่ 39.2% และปี 2551 อยู่ที่ 31.6%
ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริโภคเป็นปัญหาอันดับ 1 และแนวโน้มน่าจะยังเป็นปัญหาต่อไปจนถึงสิ้นปี 2553 และอาจส่งไปถึงต้นปี 2554 จากแนวโน้มภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ตามราคาสินค้าในหมวดอาหารสด โดยเฉพาะผักและผลไม้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า ค่าสาธารณูปโภคยังเป็นภาระหลัก แต่ไม่รุนแรงนัก



