ข่าว

แถลงการณ์ทูตซาอุฯถึงรบ.ไทยกรณีตั้ง"สมคิด"

แถลงการณ์ทูตซาอุฯถึงรบ.ไทยกรณีตั้ง"สมคิด"

08 ก.ย. 2553

สถานทูตซาอุดีอาระเบียประจำกรุงเทพมหานคร ได้ออกแถลงการณ์กรณีรัฐบาลไทยมีมติแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2553 ความว่า

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างซาอุดิอาระเบียกับไทยสถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม 1965 แต่ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นแม้ก่อนที่จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และในปี 1966 สถานะความสัมพันธ์ถูกยกระดับมาเป็นระดับเอกอัครราชทูต ตลอดหลายปี การเยือนระดับสูงหลายครั้ง รวมถึงการแลกเปลี่ยนของภาครัฐและเอกชนของสองประเทศ ทำให้ความสัมพันธ์นี้เข้มแข็งมากขึ้น

สองประเทศเดินหน้าตั้งเป้าหมาย ค่านิยม และวิสัยทัศน์ร่วมกันในประเด็นปัญหาระดับภูมิภาคและนานาชาติ รวมทั้งเดินหน้าทำงานอย่างใกล้ชิดและสนับสนุนซึ่งกันและกันในองค์กรสหประชาชาติ ภายใต้หลักการของการรักษาสันติภาพ ความมั่นคงระดับสากล การพัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์มิตร และการร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆ

ทั้งสองประเทศยังเป็นสมาชิกของเวทีประชุมระดับภูมิภาคและสากลหลายแห่ง เช่น ASIA COOPERATION DIALOGUE  , ASIA MIDDLE EAST DIALOGUE  และ GCC - ASEAN

ระหว่างปี 1998 จนถึงต้นปี 1990 ความสัมพันธ์ประสบกับปัญหาครั้งใหญ่จากกรณีการโจรกรรมเพชร การฆาตกรรมนักการทูตรายหนึ่งในปี 1988  และอีก 3 คนปี 1990  และการลักพาตัวกับการฆาตกรรมนักธุรกิจชาวซาอุฯ นายโมฮัมเหม็ด  อัลรูไวลี ที่กรุงเทพฯในปีเดียวกัน

จากการที่มองว่าไม่มีการดำเนินการ หรือไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวน หรือการหาข้อสรุปใดๆในคดีที่เอ่ยมาข้างต้น ซาอุดิอาระเบียจึงตัดสินใจลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ออกข้อจำกัดเกี่ยวกับแรงานไทย ห้ามประชาชนเดินทางมาประเทศไทย และลดระดับความร่วมมือระดับสูงในทุกด้านลงมาอยู่ระดับต่ำสุด

แม้รัฐบาลไทยหลายรัฐบาล (รวมแล้ว 17 รัฐบาลนับตั้งแต่เกิดเหตุ ) จะแสดงความปรารถนาที่จะให้มีการสอบสวนคดีใหม่ ในความพยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ก็ไม่มีผลลัพธ์ใดๆออกมา

เดือนมกราคม 2009 รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมายืนยันที่จะเริ่มความพยายามครั้งใหม่ เพื่อปรับระดับความสัมพันธ์ขั้นปกติกับซาอุดิอาระเบีย โดยการสะสางคดีต่างๆ และเมื่อทุกคดีถือว่าเป็นคดีพิเศษ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจึงต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

เดือนธันวาคม 2009 DSI สรุปว่าได้รวบรวมหลักฐานสำคัญใหม่ในคดีการสูญหายไปของนักธุรกิจซาอุ และเสนอไปยังสำนักงานอัยการให้ฟ้องตำรวจ 5 นายเรื่องการฆาตกรรมนายอัล รูไวลี่ วันที่ 29 ธันวาคม 2009 สำนักงานอัยการได้เลื่อนการตัดสินใจเป็นไปเดือนมกราคม 2010

12 มกราคม 2010 อัยการคดีพิเศษได้พิจารณา และเห็นว่าหลักฐานที่รวบรวมโดย DSI เพียงพอในการเปิดพิจารณาคดี และได้ตัดสินใจดำเนินคดีกับตำรวจ 5 นายในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ฆาตกรรมโดยไตร่ตรองเอาไว้ล่วงหน้า และพยายามปกปิดความผิด บวกกับข้อหาเล็กๆอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการลักพาตัวและสังหารนายอัลลูไวรี่

จำเลยทั้ง 5 ได้มารับฟังข้อกล่าวหา และถูกส่งตัวไปยังศาลอาญา เพื่อพิจารณาไต่สวนดำเนินคดี  ต่อมาทนายของคนเหล่านี้ ได้ขอประกันตัวต่อศาลอาญากรุงเทพ และศาลได้กำหนดวันไต่สวนครั้งแรก 29 มีนาคม 2010 แต่ต่อมาเลื่อนมาเป็น 26 พฤศจิกายน 2010

ในเรื่องนี้สถานทูตซาอุฯประจำกรุงเทพ ใคร่ขอที่จะเอ่ยถึงคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อ 29 ธันวาคม 2008 ซึ่งมีการพูดถึงเรื่องกฏหมายและความยุติธรรมเอาไว้ด้วย

" 8.2 กฏหมายและกระบวนการยุติธรรม 8.2.2  พัฒนาความยุติธรรมสำหรับการบริหารความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม"

และมาตราที่ 95 ของกฏหมายตำรวจแห่งชาติของไทย ปี 2547 ที่บอกว่า ตำรวจนายใดที่ต้องสงสัย หรือถูกตั้งข้อหาละเมิดวินัยร้ายแรง หรือกระทำสิ่งที่ผิดกฏหมายอาญา จะถูกให้ออกจากหน้าที่ชั่วคราว จนกว่าการดำเนินคดีตามกฏหมายจะเสร็จสมบูรณ์

เมื่อได้ดูในประเด็นข้างต้นแล้ว สถานทูตรู้สึกเป็นกังวล และประหลาดใจกับเรื่องการเลื่อนตำแหน่งพลตำรวจโทสมคิด บุญถนอมเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยบางคนที่ปกป้องการเลื่อนตำแหน่งของพลตำรวจโทสมคิด

สถานทูตขอให้ทางการไทยทบทวนการตัดสินใจเกี่ยวกับจำเลยในคดีจนกว่าศาลจะได้พิสูจน์แล้วว่าบริสุทธิ์ หรือมีความผิดในคดีที่มีการฟ้องร้องเขา และตำรวจคนอื่นๆอีก 4 คน  จากความสำคัญของคดีทั้ง 3 ที่มีต่อความพยายามของทั้งสองประเทศในการสะสางปัญหาที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์

และท้ายที่สุด  สถานทูตขอย้ำว่า ซาอุดิอาระเบียยึดมั่นในนโยบายไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น และแม้ว่าจะตระหนักถึงความอ่อนไหวทางการเมืองขนานใหญ่ที่เรื่องนี้มีต่อประเทศไทย แต่ก็คาดหวังว่ารัฐบาลไทยจะทำตาม ตามที่ได้บอกเอาไว้เรื่องการรับประกันเรื่องความยุติธรรม โปร่งใส และไม่แทรกแซงในคดีที่เกี่ยวกับซาอุดิอาระเบีย รวมทั้งก็รักษาสัญญาของรัฐบาลไทย ภายใต้แนวทางของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เรื่องการสะสางคดีเกี่ยวกับซาอุดิอาระเบียทั้งหมด เพื่อปูทางไปสู่การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ