
ฆ่าด้วยบุญคุณ
ผมมีโอกาสได้นั่งในวงสนทนาที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการกีฬาของประเทศไทยคุยกัน ประเด็นปัญหาที่ผู้ใหญ่หลายท่านคุยกันคือ
ประเทศไทยเราขาดนักกีฬาระดับแม่เหล็กที่จะมาดึงดูดคนไทย ให้หันมาร่วมใจกันเชียร์เมื่อนักกีฬาเหล่านั้นลงแข่งขัน ถึงจะมีนักกีฬาระดับแม่เหล็กเกิดขึ้นมาก็อยู่ได้ไม่นาน และบรรดาท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ยกตัวอย่างนักกีฬาชั้นนำต่างๆ ขึ้นมามากมาย
ต๋อง ศิษย์ฉ่อย นักสนุกเกอร์ มืออันดับต้นๆ ของโลก, "เดอะบอล" ภราดร ศรีชาพันธุ์ ฯลฯ และนักกีฬาที่มีชื่อเสียงโด่งดังติดอันดับโลกชาวไทย ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในวงสนทนาว่า เขาเหล่านั้นไม่สามารถดำรงความเป็นมือวางอันดับอยู่ได้นาน พอที่จะทำให้คนไทยเชื่อมั่นและรวมใจกันเชียร์ได้ ผู้ใหญ่ในวงสนทนาบางท่านบอกว่า เป็นเพราะนักกีฬาของเราขาดวินัยในความเป็นมืออาชีพ บางท่านก็บอกว่าเป็นเพราะไม่มีผู้บริหาร หรือผู้จัดการมืออาชีพมาคอยควบคุม ทำให้หลังจากผ่านยุคของ เขาทราย แกแล็คซี่ มาแล้ว เราไม่มีแม่เหล็กที่ทนนานเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเลย
เกือบสิบคนในวงสนทนาที่ผมมีโอกาสพลัดหลงเข้าไปวันนั้น แม้ว่านับโดยวัยผมอาจจะไม่อ่อนด้อยที่สุด แต่ด้วยความมีชื่อเสียงระดับประเทศและข้ามไปถึงระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านกีฬา คุณสมบัติหรือคุณวุฒิด้านนี้ของผมเทียบชั้นได้เพียงแค่อนุบาลกับระดับปริญญาตรีของคนที่ด้อยที่สุดในวงสนทนาเท่านั้น ผมจึงทำได้เพียงแค่นั่งเงียบๆ ฟังผู้ใหญ่เขาคุยกันเท่านั้น
ทั้งที่ในความเป็นจริงผมอยากจะบอกกับบรรดาท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายว่า นอกจากจะขาดความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการของนักกีฬาและทีมงานแล้ว สิ่งสำคัญมากอีกประการหนึ่งที่คอยตามฆ่าอนาคตของนักกีฬาดาวรุ่งของไทย คือ “บุญคุณ” ที่ดูจะทดแทนกันไม่รู้จักหมด
เพราะต่อให้นักกีฬาเก่งกาจมีวินัยมากเพียงใดก็ตาม ทันทีที่ประสบชื่อเสียงกับผลการแข่งขันรายการใหญ่ขึ้นมา ผู้ใหญ่ที่ดูแลก็ต้องมาบอกให้พักการซ้อมเอาไว้ก่อน เพราะต้องไปเดินสายขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งมีทั้งสปอนเซอร์ที่จ่ายเงินให้ สื่อมวลชนทั้งหลายช่วยลงข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีความสนิทสนมกับผู้ใหญ่ในสมาคม ขนาดที่นักกีฬาระดับเหรียญทองโอลิมปิกยังเคยต้องกินยาแก้ปวดหัว เพียงเพราะว่าไปออกรายการของคนนั้นก่อนรายการของคนนี้ จนทำให้รายการของผู้มีอิทธิพลต่อสมาคม หรือต่อสปอนเซอร์เกิดอาการงอนขึ้นมา
ก่อนจะเดินทางไปแข่งขันแทนที่จะมีเวลาฝึกซ้อมเต็มที่ หรือมีโอกาสได้ผ่อนคลายกับครอบครัวและสิ่งที่ตนเองรัก นักกีฬาโด่งดังเหล่านั้นกลับต้องเดินสายร่ำลาและขอพร ซึ่งหากเป็นการเข้าไปร่ำลาและขอพรจากผู้ใหญ่ หรือพระที่คนเคารพนับถือทั่วไปก็เป็นเรื่องปกติ แต่เกือบทุกครั้งต้องใช้คำว่า “เดินสาย” สำหรับการร่ำลาและขอพรกันเลยทีเดียว
ผมว่าการกระทำที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายอาจจะนึกไม่ถึง หรือนึกถึงแต่ยังไม่รู้จะหาวิธีแก้ไขได้อย่างไร ถึงจะไม่ให้คนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบุญคุณเหล่านั้น เกิดความรู้สึก “น้อยอกน้อยใจ” ขึ้นมา นักกีฬาของเราก็คงต้องเผชิญกับปัญหาสถิติการแข่งขันตกต่ำ ชื่อเสียงดับลงในชั่วระยะเวลาสั้นๆ
ยกเว้นแต่นักกีฬาที่หลีกปัญหาดังกล่าว ด้วยการฝึกซ้อมมันอยู่ที่ต่างประเทศไปเสียเลย หรือไม่อย่างนั้นก็เดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อพักผ่อนอย่างเงียบๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไป “เดินสายขอบคุณ” ให้เสียเวลาฝึกซ้อมไปเปล่าๆ เรื่องอย่างนี้ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอนกับนักกีฬาต่างชาติโดยเฉพาะนักกีฬาอาชีพ ส่วนประเทศไทยของเราคงยังต้องรอฝันนั้นอีกนานแน่นอน หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องรอให้ “ผู้มีพระคุณ” ทั้งหลาย คิดถึงผลร้ายของคำว่า “พิฆาต ด้วยบุญคุณ” ให้ได้เสียก่อนครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



