
ค่าเงินบาทแข็งนั้นสำคัญไฉน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายกฯ อภิสิทธิ์ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างรีบร้อนเพื่อถกเถียงกันเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินอเมริกันดอลลาร์ กล่าวกันว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 7% ตั้งแต่ต้นปี (หมายความว่าเมื่อต้นปีจะแลกดอลลาร์จำนวนหนึ่งต
ทางฝ่ายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องก็มักจะออกมาแถลงให้ประชาชนทราบว่าเงินบาทนั้นแข็งตามสภาพเศรษฐกิจปกติ โดยเฉพาะในระยะหลังๆ นี้มีเงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้มาก ยังไม่มีวี่แววของนักโจมตีค่าเงินและ ธปท.ได้แทรกแซงราคาเป็นครั้งคราว ด้วยการเข้าไปซื้อดอลลาร์ เพื่อกดให้ราคาเงินบาทไม่พุ่งสูงมากเป็นครั้งคราว
เป็นอันว่าชาวบ้านร้านตลาดวางใจได้ไปพักหนึ่ง แต่ผู้ที่ทำใจยังไม่ได้ก็คือนักธุรกิจส่งออก เริ่มออกมาโวยวายว่าถ้าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นนี้จะทำให้เราขายของไปต่างประเทศไม่ได้ อ้างด้วยว่ารายได้ประชาชาติตั้ง 70% ของประเทศเรานั้นมาจากการส่งออก
อันว่าค่าเงินสกุลใดแข็งหรืออ่อนเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศที่สำคัญเช่น อเมริกันดอลลาร์นั้นมีผลสำคัญต่อเศรษฐกิจทั้งด้านบวกและด้านลบโดยถ้าเงินบาทของเราแข็งค่าขึ้นผลทางบวกก็คือเราซื้อของที่มาจากต่างประเทศ เช่น เชื้อเพลิง และเครื่องจักรตลอดจนทองหยองเพชรนิลจินดาที่ต้องนำเข้าถูกลง แต่ผลทางลบแก่ผู้ส่งออกคือจะได้เงินค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินบาทน้อยลง ครั้นจะขึ้นราคาสินค้าเพื่อทดแทนค่าเงินที่แข็งตัวขึ้นก็ทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะในตลาดต่างประเทศนั้นมีการแข่งขันสูง นอกจากจะทำให้ตลาดสินค้าของเราเป็นตลาดผู้ขาย (ตั้งราคาขายได้ตามใจชอบ)
ฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจึงสรุปเอาว่าถ้าประเทศใดมีการส่งออกมากกว่าการนำเข้าก็ควรให้ค่าเงินของตนอ่อนเข้าไว้ แต่ถ้าประเทศใดมีการนำเข้าสูงกว่าให้ค่าเงินของตนแข็งก็จะเป็นการดี แต่ในทางปฏิบัติสำหรับประเทศอย่างไทยเรานั้นการส่งออกและนำเข้านั้นก้ำกึ่งกันจึงเป็นภาระหนักของรัฐบาลและ ธปท.จะต้องหาจุดสมดุลที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามค่าของเงินแต่ละประเทศนั้นมีปัจจัยหลายประการที่เป็นตัวกำหนดไม่ใช่ลำพังรัฐบาลแต่ละประเทศจะตั้งเอาได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างประเทศไทย โปรดสังเกตได้ว่าในยุคปัจจุบันนี้ “เงิน” ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่เป็นเครื่องมือไว้ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่ “เงิน” กลายมาเป็น “สินค้า” เสียเอง จึงมีขบวนการค้าขายเงินตราระหว่างประเทศและนักเก็งกำไรซึ่งเรียกตัวเองว่า “นักเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน” บุคคลกลุ่มหลังนี้หาผลประโยชน์จากการผันผวนของอัตราเงินสกุลต่างๆ ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติเอง และบางครั้งเมื่อมีโอกาสนักเล่นแร่แปรธาตุกลุ่มนี้ก็สร้างสถานการณ์ขึ้นให้เกิดความปั่นป่วน (น่าจะนับขบวนการพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้ายด้วย แต่ฝรั่งเขาคงไม่ทำกันเอง)
เท่าที่เล่ามานี้เป็นแต่บางเสี้ยวส่วนของความซับซ้อนในเรื่องตลาดแลกเปลี่ยนการเงินระหว่างประเทศ ถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนเป็นเรื่องของเทวดาที่รบกันอยู่บนท้องฟ้า พวกเราชาวบ้านธรรมดาก็ได้ยินแต่เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า และคอยวิ่งหลบน้ำท่วมที่มาจากน้ำฝนเท่านั้นเอง ทำอะไรไม่ได้มาก ได้แต่คอยติดตามพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลสมคบกับนักเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน หรือ “กินตามน้ำ” ไปกับข้อมูลที่ได้มาเป็นพิเศษอย่างที่เขานินทากันระหว่างเกิดเหตุต้มยำกุ้งมาแล้ว
นายหนูใหญ่ /[email protected]



