ข่าว

เราคาดหวังอะไรกับการได้มาซึ่งอธิการบดี(และคณบดี)

เราคาดหวังอะไรกับการได้มาซึ่งอธิการบดี(และคณบดี)

09 ก.ย. 2553

ได้อ่านข้อถกเถียงเรื่องของการสรรหาอธิการบดีใหม่ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก็เกิดความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยรู้สึกว่ามุมมองของเรื่องที่มาของว่าที่อธิการบดีรายล่าสุดของคนสองกลุ่มออกจะยืนคนละด้านอย่างชัดเจน (ดังที่มีการตีพิมพ์ข้อถกเถียงของทั้งสองฝ่ายลงในมต

 ขออนุญาตตีความมุมมองของทั้งสองฝ่าย ในลักษณะที่อาจจะดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมากนักก็คือฝ่ายที่หนึ่งนั้นมองว่าควรจะใช้ประชาธิปไตยในการคัดสรรอธิการบดี อย่างน้อยก็ควรมองว่าใครที่มีเสียงมากที่สุดทั้งจากสายคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ก็น่าจะได้เป็นอธิการบดี

 อีกฝ่ายหนึ่งนั้นมองว่าการได้มาซึ่งอธิการบดีนั้น ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้ง และกระบวนการการคัดเลือกนั้นก็ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

 และถ้าจะขยายความต่อไปก็จะพบว่า แนวคิดในเรื่องการสรรหาแบบที่ดูจะสอดคล้องกับความห่วงใยว่าไม่อยากให้การเมืองมาแทรกตำแหน่งของผู้บริหารในแง่ของการไปสัญญาหรือเอาใจฐานคะแนนเสียง

 ทั้งที่ฝ่ายที่สนับสนุนการเลือกตั้งนั้นกลับมองโจมตีว่าฝ่ายสรรหาต่างหากที่สืบทอดอำนาจ

 ในฐานะคนนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ได้รับผลกระทบจากข้อถกเถียงแบบนี้ในมหาวิทยาลัยและในคณะของผมเองเช่นกัน ก็อยากจะเสนอว่า อาจเป็นไปได้ที่เราจะข้ามพ้นปัญหานี้ไปได้ โดยตั้งหลักจากมิติที่สำคัญสามมิติ

 ประการแรก ต้องกล้าเผชิญหน้ากับจุดดีและจุดด้อยของระบบเลือกตั้งและระบบสรรหา ซึ่งฝ่ายเลือกตั้งนั้นมีข้อดีในแง่ของการสามารถสร้างความร่วมมือร่วมใจของชุมชนวิชาการได้ แต่ก็เผชิญปัญหาว่าการบริหารนั้นอาจจะเป็นเรื่องของการเอาอกเอาใจกันมากและอาจทำไม่ได้จริง ขณะที่ฝ่ายสรรหาอาจจะดูเหมือนมีความพยายามในการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการบริหาร กับความเหมาะสมในด้านอื่นๆ แต่ก็ไม่สามารถยึดโยงกับประชาคมในมหาวิทยาลัยได้

 ประการที่สอง ก็คือการบริหารและได้มาซึ่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นอาจไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้งหรือสรรหาแบบที่เป็นอยู่ แต่ควรเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศอื่นเช่นกัน อาทิ กรณีของอังกฤษและอเมริกานั้น ผู้บริหารระดับสูงนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง หรือมาจากการสรรหาจากเบื้องบน แต่หมายถึงการพยายามที่จะค้นหาอาจารย์ที่ประสบความสำเร็จทางวิชาการและการบริหารซึ่งอาจมาจากมหาวิทยาลัยอื่นมาบริหารจัดการ (ในหลายกรณีมาจากมหาวิทยาลัยคู่แข่งอีกต่างหาก) ซึ่งจะว่าไปแล้ว ในกรณีของบ้านเราก็มีความพยายามจะทำมาแล้วในหลายกรณี ซึ่งอาจจะมีทั้งแบบที่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ประสบความสำเร็จ

 แต่อย่างน้อยกระบวนการดังกล่าวก็สร้างระบบที่มีเหตุมีผลมากขึ้น โดยไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้ง หรือสรรหาแบบที่มีข้อกังขาเช่นที่เป็นอยู่ แต่เป็นเรื่องของการสร้างการยอมรับและการพูดคุยอย่างมีหลักมีเกณฑ์ของประชาคมกับผู้ที่มีศักยภาพจะมาบริหารมหาวิทยาลัย ประการที่สาม ปัญหาของการสรรหาแบบไทยๆ นั้น ในด้านหนึ่งอาจถูกกล่าวหาได้ว่าเป็นเรื่องของระบบอำมาตย์ ที่อธิบายความเป็นอยู่ของตนเองผ่านกรอบกฎหมายเท่านั้น สิ่งที่จะต้องแก้ไขก็คือการทำให้สภามหาวิทยาลัยในแต่ละแห่งนั้นเกี่ยวพันกับสังคมมากขึ้น มากกว่าการใช้ตำแหน่งในสภามหาวิทยาลัยไว้เชื่อมประสานกับการเมืองนอกมหาวิทยาลัย

 ทางออกก็คือการมีระบบสภามหาวิทยาลัยที่เชื่อมโยงกับสังคมโดยรอบมหาวิทยาลัย มีการแต่งตั้งตัวแทนของชุมชน หรือตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ ของสังคมเข้ามานั่งในสภามหาวิทยาลัยเพื่อให้มีการเปิดการสนทนาระหว่างผู้บริหารมหาวิทยาลัยกับสภามหาวิทยาลัยมากขึ้น สิ่งนี้อาจทำให้กระบวนการคัดสรรอธิการบดีนั้นเชื่อมโยงกับสังคมมากขึ้น และทำให้มหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกับสังคมโดยรอบมากขึ้น ผ่านนโยบายและโครงการต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์กับสังคม

 ยอมรับความจริงกันสักนิดไหมครับว่ามหาวิทยาลัยทั้งหลายตอนนี้ก็เหมือนบริษัทหากำไรแล้วครับ ดังนั้นอย่าไปพูดเรื่องอุดมการณ์ใหญ่โตอะไรเลยครับ เอาแค่ให้มีวิสัยทัศน์ให้มีความรับผิดชอบกับสังคมอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนบริษัทเอกชนก็ดีถมแล้วครับ