
"วิเชียร"รับมอบผบ.ตร.คนที่7ชูนโยบาย4ระยะ
"วิเชียรรับมอบตำแหน่ง ผบ.ตร.คนที่ 7 แถลงนโยบาย 4 ระยะ ลั่นพิทักษ์สถาบัน-ดูแลประชาชน-พัฒนาตำรวจ-ปราบส่วย ย้ำยันตราบใดที่เป็น ผบ.ตร.จะไม่มีสองมาตรฐาน-เกียร์ว่าง พร้อมเปิดตัว "พล.ต.ต.ประวุฒิ" โฆษกคนใหม่ ขณะที่ "ปทีป" อวยพรให้โชคดี ชี้เป็น ผบ.ตร.ต้องอดทน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดพิธีรับมอบหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) ให้แก่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี หลังจากสำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. โดย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากกองเกียรติยศ พร้อมด้วย พล.ต.อ.วิเชียร ที่บริเวณหน้าอาคาร 1 ตร. จากนั้นเดินตรวจแถวกองเกียรติยศ และวางพานพุ่มหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
ต่อมา พล.ต.อ.ปทีป ดำเนินการส่งมอบตราสัญลักษณ์ ผบ.ตร. ให้แก่ พล.ต.อ.วิเชียร ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 ตร. โดยมีข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. ผช.ผบ.ตร. และ ผบช.ต่างๆ ร่วมพิธี ทั้งนี้ พล.ต.อ.ปทีปกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจต่อ พล.ต.อ.วิเชียร และที่ผ่านมาก็ได้แสดงผลงานที่ดีและโดดเด่นเป็นประจักษ์ต่อข้าราชการตำรวจและประชาชนมาแล้ว จึงมีความเชื่อมั่นว่า พล.ต.อ.วิเชียรสามารถดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมศักดิ์ศรี
“ปทีป”บอก ผบ.ตร.ต้องอดทน
พล.ต.อ.ปทีปกล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวคนที่จะมาเป็น ผบ.ตร. ประเด็นที่ 1 ต้องมีความอดทน เพราะหน้าที่ของตำรวจต้องสัมผัสกับประชาชนตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกระแสต่างๆ จะวิ่งเข้ามาสู่ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จึงต้องมีความอดทนอย่างสูง ประเด็นที่ 2 ต้องมีเวลาทำงาน ไม่ใช่วันละ 8 ชั่วโมง บางครั้งต้องทำงานวันละ 24 ชั่วโมง เพื่อให้งานเดินหน้าไปให้ได้ นี่คือหลักๆ สำหรับผู้มานั่งตำแหน่ง ผบ.ตร.
เมื่อถามถึงหลายคดีที่เกิดขึ้น เช่น กรณีการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 การดำเนินคดีกับกลุ่ม นปช. และคดีลอบวางระเบิด พล.ต.อ.วิเชียรจะรับบทหนักหรือไม่กับคดีเหล่านี้ พล.ต.อ.ปทีปกล่าวว่า พล.ต.อ.วิเชียรมีฝีไม้ลายมือดี และมีความอดทนอดกลั้นที่ดี เชื่อว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคในอนาคตข้างหน้าไปได้
ส่วนการเป็น ผบ.ตร.จะต้องวางตัวอย่างไร ไม่ให้เก้าอี้สั่นคลอน พล.ต. อ.ปทีปกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ เวลานั้น จะไปกำหนดให้เป็นรูปแบบที่ตายตัวนั้นเป็นไปไม่ได้ ในสถานการณ์ ณ เวลานั้นจะทำอย่างไรต้องว่ากันไป ต่อมาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทไป ทั้งนี้ทั้งนั้นกต้องอยู่ภายใต้กฎกติกา เชื่อว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักการเมืองอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับหลายๆ ส่วนรวมกัน ต้องดูความสมดุลของกฎหมายความมั่นคง
เมื่อถามว่า 1 ปีที่ผ่านมาเหนื่อยกับเรื่องไหนมากที่สุด พล.ต.อ.ปทีปกล่าวว่า ทุกเรื่อง และหลังจากนี้จะลาพักร้อน 30 วัน กระทั่งเกษียณอายุราชการ หลังจากเกษียณจะไปทำมาค้าขาย ส่วนที่ถามว่าใจหายหรือไม่ ขอตอบว่า เป็นข้าราชการสักวันต้องถึงวันนี้
“วิเชียร”แถลงนโยบาย 4 ระยะ
ด้าน พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า จะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และแรงสมองเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งหมายถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ จึงรู้สึกยินดีและภูมิใจมากที่ได้รับตำแหน่งนี้ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างเต็มความรู้สู่ความมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่จะเป็นไปได้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากตำรวจทุกนาย อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณ พล.ต.อ.ปทีป ที่ฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถรักษาองค์กรไว้ได้ และยืนยันต่อ พล.ต.อ.ปทีป ตลอดจนข้าราชการตำรวจทุกนายว่า จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ
จากนั้น พล.ต.อ.วิเชียรได้แถลงนโยบายการทำงานในอนาคตว่า รอบปีที่ผ่านมา คดีอาญาเกิดขึ้นจำนวนมาก มีความรุนแรงและซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นปัญหาล่วงละเมิดสถาบัน ความขัดแย้งทางการเมือง การแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหาความรุนแรงชายแดนภาคใต้ รวมทั้งปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของข้าราชการตำรวจบางนาย ส่งผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้วางกรอบนโยบายออกเป็น 4 ระยะ
ย้ำไม่ยอมให้ตำรวจมีเกียร์ว่าง
พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวย้ำว่า ระยะที่1 นโยบายเฉพาะหน้า ซึ่งต้องปฏิบัติให้เกิดผลทันที โดยเรื่องแรกคือ การพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้ผู้ใดล่วงละเมิด ถวายความปลอดภัยและถวายพระเกียรติสูงสุด เรื่องที่ 2 เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกนาย ใส่ใจบริการประชาชน สำหรับข้าราชการตำรวจที่มีพฤติกรรมใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับทรัพย์สิน อาศัยอำนาจข่มขู่รีดไถทำให้ สตช.เสื่อมเสีย ให้สำนึกและเลิกพฤติกรรมดังกล่าวทันที โดยจะเริ่มสุ่มตรวจ และดำเนินการเด็ดขาดทั้งทางวินัยและอาญา และกำชับให้ใส่เกียร์เดินหน้าทำหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ อย่าให้พบว่าใส่เกียร์ว่าง
ส่วนระยะที่ 2 เป็นนโยบายเร่งด่วน ปฏิบัติการภายในระยะเวลา 6 เดือน ช่วงนี้ถือเป็นช่วงปัดกวาดบ้าน ร่วมใจพัฒนา โดยจะดำเนินการปรับปรุง พัฒนา การปฏิบัติงานของสถานีตำรวจให้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ตำรวจต้องมีกิริยา วาจาสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อประชาชนมาขอความช่วยเหลือ นอกจากนั้น จะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาและเสริมสร้างสำนึกการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยทุกหน่วยจะต้องจัดกิจกรรมจิตอาสาเพื่อประโยชน์ต่อสังคมอย่างน้อยเดือนละ 1ครั้ง
พัฒนาตร.เดินหน้าอย่างมีทิศทาง
พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวต่อว่า ส่วนระยะที่ 3 นโยบายสำคัญ ปฏิบัติระยะเวลา 1 ปี เป็นช่วงเวลาแห่งการเสริมสร้างพัฒนาประสิทธิภาพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องคงไว้ซึ่งขีดความสามารถในการควบคุมปัญหาอาชญากรรมปัญหาสังคมทั่วไป ให้อยู่ในภาวะที่ไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน เสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันเหตุอาชญากรรม เพื่อควบคุมปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรง
นอกจากนี้ ระยะที่ 4 นโยบายในระยะ 1-3 ปี สตช.จะเดินหน้าอย่างมีทิศทางโดยยกระดับตำรวจให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ปรับปรุง ทบทวน และพัฒนาระบบการทำงานใช้ยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงการทำงาน จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจและมีคู่มือการทำงานที่ชัดเจน นอกจากนั้นจัดระบบสวัสดิการด้านที่พักอาศัย ที่จำเป็นพื้นที่ในการดำรงชีวิตและปฏิบัติหน้าที่
ลั่นทำงานไม่มีสองมาตรฐาน
เมื่อถามถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ผ่านมามีปัญหาการซื้อขายตำแหน่งและการเมืองมาแทรกแซงจะแก้ปัญหาอย่างไร พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า เรื่องของการแต่งตั้งต้องยึดหลักของความเป็นธรรม และโชคดีที่มีศาลปกครองที่ข้าราชการตำรวจสามารถร้องขอความเป็นธรรมได้ นอกจากนี้ ทาง ก.ตร.มีหลักเกณฑ์การแต่งตั้งที่ยึดอาวุโส 33% และผู้มีอาวุโสน้อยจะไปดำรงตำแหน่งในพื้นที่ที่มีความรับผิดชอบน้อยกว่า และเพื่อไม่ให้ถูกแทรกแซงจากกลุ่มนักการเมือง จึงต้องรักษาระบบคุณธรรมและอาวุโสไว้ ส่วนการแต่งตั้งระดับรอง ผบช.-ผบก. จำนวน 60-70 ตำแหน่ง จะยึดหลักเกณฑ์นี้อย่างเคร่งครัด และจะเสร็จสิ้นก่อนกลางเดือนตุลาคม ซึ่งหลังจากแต่งตั้งระดับนี้ครบเรียบร้อย จะแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่ที่รับตำแหน่ง ผบ.ตร. ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเสือกระดาษ พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า ไม่ได้หนักใจที่มาดำรงตำแหน่งนี้ เป็นตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ ถ้าทำไม่ได้ก็ออกไป อย่างไรก็ตามจะยึดหลักส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว ส่วนที่ถามว่า จะสามารถดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.จนครบวาระหรือไม่นั้น เรื่องนี้อยากชี้แจงว่า การทำหน้าที่ไม่ได้ทำเพื่อให้อยู่นาน แต่จะทำหน้าที่ให้ดีสมกับที่ได้รับความไว้วางใจ และยืนยันว่าการทำงานจะไม่มีสองมาตรฐาน โดยจะให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติเป็นตัวอย่าง
ตั้ง"พล.ต.ต.ประวุฒิ" โฆษกใหม่
นอกจากนี้ พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ตั้ง พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (รอง ผบช.สทส.) เป็นโฆษก ตร.คนใหม่ โดยมี พล.ต.ต.วรเทพ เมธาวัธน์ รอง ผบช.สำนักงานส่งกำลังบำรุง พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.พินิต มณีรัตน์ รอง ผบก.กองบังคับการตำรวจทางหลวงเป็นรองโฆษก ที่เลือก พล.ต.ต.ประวุฒิ เพราะเป็นรุ่นน้องที่รู้จักกันมานานคลานตามกันออกมาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกัน สำหรับ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. อดีตโฆษก ตร.ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พล.ต.อ. อีกทั้งทำหน้าที่ดังกล่าวมานานแล้ว จึงเข้าใจว่าการเป็นโฆษก ตร.ต้องทำงานหนัก บางครั้งไม่หลับไม่นอน อาจจะหนักกว่า ผบ.ตร.อีกจึงให้พัก
"วันนี้ผมจะขึ้นทำงานที่ห้องสำนักงานชั้น 7 ของ ผบ.ตร. ทั้งนี้ ไม่ได้ถือฤกษ์เป็น ผบ.ตร.คนที่ 7 แล้วต้องมารับตำแหน่งวันที่ 7 กันยายน แต่เป็นความบังเอิญเท่านั้น" พล.ต.อ.วิเชียรกล่าว



