
ส่งออกครึ่งปีหลังสัญญาณชะลอตัวส.อ.ท.เรียกสมาชิกประเมินผลกระทบเงินบาทแข็ง
ม.หอการค้าเพิ่มเป้าส่งออกทั้งขยายตัว 22.6% ชี้ครึ่งปีหลังมีสัญญาณชะลอลงอาจโตแค่ 11.8% ด้าน ส.อ.ท.เตรียมเรียกสมาชิกหารือผลกระทบค่าเงินบาทแข็ง ห่วงอุตฯ กลุ่มเกษตรและอาหาร วอน ธปท.ดูแลไม่ให้ผันผวน ด้านแบงก์ชาติระบุไม่ได้เข้าแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ดัชนีชี้นำการส่งออกเดือนกรกฎาคม 2553 สะท้อนให้เห็นว่าการส่งออกเริ่มชะลอตัวลง และผ่านช่วงขยายตัวสูงสุดไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยปัจจัยที่ทำให้การส่งออกเข้าสู่ช่วงชะลอตัวลง มาจากปัจจัยด้านต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งพบว่าการผลิตโลกมีทิศทางการผลิตที่ชะลอตัวลงชัดเจนขึ้น ในขณะที่ปัจจัยด้านการผลิตในประเทศเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง อย่างไรก็ตาม พบว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศยังคงส่งสัญญาณด้านบวกต่อภาคการส่งออกไทย
ส่วนการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 คาดว่า จะมีมูลค่า 4.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนไตรมาส 4 การส่งออกจะมีมูลค่า 4.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 6.3% รวมการส่งออกครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกมูลค่า 9.42 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11.8% ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก ที่มีการขยายตัวในอัตรา 36.6% ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี จะมีมูลค่ารวม 1.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 22.6% ถือเป็นเป้าหมายที่ปรับขึ้นจากเดิมที่เคยตั้งไว้ที่ระดับ 10-15%
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในวันที่ 9 หรือ 10 กันยายนนี้ ส.อ.ท.จะเรียกสมาชิกที่ได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ จากการแข็งค่าของเงินบาทมาหารือ เพื่อประเมินว่าในแต่ละภาคอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะมีการสรุปรายละเอียดทั้งหมด เพื่อเตรียมเสนอให้รัฐบาลเข้ามาดูแลค่าเงินบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศและมีการแข่งขันในตลาดสูง คือ กลุ่มเกษตร อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม
"ขอให้แบงก์ชาติช่วยดูแลค่าเงินอย่าให้แข็งค่าเร็วมาก ไม่ให้ผันผวน และให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับเงินสกุลภูมิภาค ไม่ให้แข็งค่าเกินประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน ซึ่งเงินบาทระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังพอปรับตัวได้ แต่หากอยู่ระดับ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะดีมาก แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องยาก" นายพยุงศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงการอ่อนค่าของค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ธปท.ไม่ได้เข้าไปดูแลค่าเงินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคเอเชียที่อ่อนค่าลง อาจเกิดจากการที่ค่าเงินสกุลยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ



