
ไฟเขียวขึ้นราคาน้ำนมดิบโลละ50สต.ผู้ประกอบการนมโรงเรียนต้นทุนเพิ่มถุงละ10สต.
ครม.อนุมัติปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบกิโลละ 50 สตางค์ ขยับมาอยู่ที่ 17 บาท ส่งผลนมโรงเรียนต้นทุนเพิ่มถุงละ 10 สตางค์ ระบุผู้ประกอบการต้องแบกภาระจนกว่าจะหมดสัญญา รอรัฐจัดสรรงบใหม่เพิ่มให้รอบหลัง ส่วนนมพาณิชย์ต้องยื่นขอกระทรวงพาณิชย์
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ปรับเพิ่มราคารับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากเดิมกิโลกรัมละ 16.50 บาท เป็น 17 บาท หรือเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 50 สตางค์ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 กันยายนนี้ ซึ่งส่งผลให้ราคานมโรงเรียนเพิ่มขึ้นถุงละ 10 สตางค์ แต่ไม่เกินราคากลางตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 โดยสาเหตุของการปรับราคาน้ำนมดิบ เนื่องจากผู้เลี้ยงโคนมมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในการปรับราคาน้ำนมดิบครั้งนี้ ครม.ขอให้ผู้ประกอบการนมโรงเรียนทุกรายรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปก่อนจนกว่าจะหมดสัญญา หลังจากนั้นหากมีการขอปรับราคา ก็จำเป็นที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณปรับราคาเพิ่มให้ภายหลัง ส่วนผลิตภัณฑ์นมพาณิชย์ให้แต่ละบริษัทเสนอขอปรับราคาได้ที่กระทรวงพาณิชย์
ด้านนายนพดล ตันวิเชียร ผู้ช่วยผู้อำนวยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ในส่วนของนมโรงเรียน ปัจจุบันมีสัญญาผูกพันอยู่กับองค์การส่วนปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนราคาได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องรับภาระไปก่อนโดยเฉลี่ยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 8 ล้านบาทต่อวัน ผู้ประกอบการอาจใช้วิธีเปลี่ยนสัดส่วนการจัดส่งนมถุงมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่า ปัจจุบันจำหน่ายราคาถุงละ 6.6 บาท ขณะที่นมกล่องราคาที่ 7.30 บาทต่อกล่อง จากราคากลางที่รัฐบาลกำหนดให้ซื้อราคา 7 บาทต่อถุงหรือกล่อง หลังจากหมดสัญญาผู้ประกอบการทุกรายสามารถปรับราคาได้
นายวัชระกล่าวด้วยว่า ครม.ยังเห็นชอบโครงการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อซื้อรถตัดอ้อยของชาวไร่อ้อย สำหรับแก้ปัญหาอ้อยถูกไฟไหม้และปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยรัฐบาลชดเชยภาระดอกเบี้ยให้เกษตรกร 288 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.จะปล่อยกู้ระยะเวลา 3 ปี ปีละ 1,000 ล้านบาท วงเงิน 3,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลบ 2% หรือปัจจุบันอยู่ 4.75% ชำระคืนภายใน 6 ปี
ด้านนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการขายเพื่อเพิ่มปริมาณจำหน่ายน้ำตาลในประเทศ ว่า ได้ปรับแนวทางซื้อคืนน้ำตาลโควตา ค. เพื่อแก้ปัญหาน้ำตาลตึงตัว จากเดิมกำหนดให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายทำสัญญาซื้อน้ำตาลกับบริษัทเทรดเดอร์ 3 ราย ซึ่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายประมูลเมื่อเดือนกรกฎาคม จำนวน 7.43 แสนกระสอบ โดยจะเปลี่ยนสัญญาให้โรงงานเป็นผู้ทำสัญญาซื้อน้ำตาลคืนจากเทรดเดอร์ เพราะหากดำเนินการตามแนวทางเดิม จะทำให้กองทุนต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำ 2 ครั้ง วงเงิน 97 ล้านบาท เนื่องจากเทรดเดอร์ไม่ได้จดทะเบียนในไทย ทำให้การส่งมอบน้ำตาลล่าช้า



