ข่าว

อำนาจ การเมือง วัฒนธรรมอุปถัมภ์เบ้าหลอม
ความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย (ตอนจบ)

อำนาจ การเมือง วัฒนธรรมอุปถัมภ์เบ้าหลอม ความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย (ตอนจบ)

08 ก.ย. 2553

"ตำรวจไม่ใช่ผู้รับใช้ประชาชน” นายตำรวจแสดงทัศนะโต้แย้งดิฉันโดยใช้เหตุผลว่าตำรวจมีหน้าที่หลักในการบังคับใช้กฎหมาย ภายหลังจากดิฉันได้นำเสนอว่าการปฏิรูปองค์กรตำรวจที่สำคัญคือการทำให้ตำรวจหลุดพ้นจากการถูกครอบงำทางการเมือง ซึ่งมิได้เป็นข้อเสนอที่มีความแปลกใหม

“นักการเมืองไม่ยอมปล่อยตำรวจหรอก” ตำรวจทุกนายจะมีคำตอบเช่นนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในเมื่อธรรมชาติของงานตำรวจสามารถตอบสนองความต้องการของนักการเมืองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพและไร้คุณธรรมที่มักกระทำและอยู่เบื้องหลังในการใช้อำนาจที่มิชอบและนิยมใช้ช่องว่างของกฎหมายในการกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 ในหลักการกำหนดว่าตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในความเป็นจริงตำรวจมีอิสระในการใช้อำนาจเพื่อบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเต็มที่หรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพบริบทสังคมและวัฒนธรรมไทยที่มีระบบการเมืองการปกครองประเภทเน้นจำนวนคน (จำนวน ส.ส.) ระบบพรรคพวกและไร้ซึ่งอุดมการณ์ทางการเมืองเช่นปัจจุบัน

 องค์กรตำรวจจะไม่มีทางเดินไปสู่องค์กรที่ทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคได้ ถ้าไม่มีความเป็นอิสระจากการบังคับและควบคุมของระบบการเมืองน้ำเน่า ระบบวัฒนธรรมอุปถัมภ์และระบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ผู้นำตำรวจต้องขบคิดคือทำอย่างไรจึงจะนำพาองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้

 ดิฉันมิได้มีความเห็นแตกต่างจากนายตำรวจหรือผู้คนอื่นๆ ที่เห็นว่า ไม่มีทางที่นักการเมืองจะยอมปล่อยให้องค์กรตำรวจมีอิสระในการบริหารจัดการ หากแต่ดิฉันมิได้ยอมจำนนต่อการกระทำดังกล่าวของภาคการเมือง ดิฉันคิดว่าการที่ตำรวจจะหลุดพ้นภาวะที่การเมืองครอบงำตำรวจจนทำให้องค์กรมัวหมองเปรียบเสมือนจันทร์ที่ถูกราหูอมนั้น ตำรวจจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือปรับเปลี่ยนวิธีคิด กระบวนทัศน์และวิธีคิดเป็นสิ่งที่กำหนดวิธีการปฏิบัติในสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ ดังนั้น หากตำรวจปรับวิธีคิดว่าตำรวจไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจ ไม่ใช่ผู้ที่จะต้องใช้แต่อำนาจในการบังคับ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่าการทำให้สังคมสงบสุขนั้นตำรวจไม่ได้มีแต่กฎหมายเป็นเครื่องมือเท่านั้น หากแต่ตำรวจมีหัวใจ มีจิตใจของความเป็นมนุษย์ที่เมตตา เอื้ออาทร มุ่งหวังและต้องการช่วยเหลือชาวบ้านให้มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วยวิธีการใช้มาตรการต่างๆ กระบวนทัศน์และวิธีคิดเช่นนี้จะนำมาซึ่งกระบวนการในการปรับท่าทีของตำรวจให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ท่าทีที่มีต่อชาวบ้านผู้ที่ตำรวจมีปฏิสัมพันธ์ด้วยจะเป็นไปในลักษณะของการเต็มใจที่จะรับใช้และให้บริการประชาชน และหากเป็นเช่นนั้น ตำรวจจะสามารถ “ได้ใจ” ประชาชน

 ยุทธศาสตร์การดึงเอาประชาชนมาเป็นพวก จะเป็นพลังที่สำคัญที่ทำให้ตำรวจมีอำนาจต่อรองกับภาคการเมืองมากขึ้น

 “ดูดีแต่ทำยาก”นายตำรวจโต้แย้งข้อเสนอของดิฉัน คำว่าทำยากหมายความว่า ในองค์กรตำรวจก็มีนายตำรวจส่วนหนึ่งที่มีวิธีคิดและวิธีการปฏิบัติงานอย่างที่ดิฉันได้กล่าวมา แต่นายตำรวจเหล่านั้นไม่มีใครเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าจนทำให้นายตำรวจคนอื่นๆ คิดอยากจะเปลี่ยนแปลงหรือดำเนินรอยตาม หากแต่การเดินตามและทำตัวรับใช้นักการเมืองพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนโยกย้ายไปรับใช้การเมืองตามขั้วอำนาจในแต่ละยุคแต่ละสมัย หรือที่ตำรวจมักใช้คำเรียกว่า “ผู้ประสานสิบทิศ” (ซึ่งดิฉันคิดว่าความหมายดูดีเกินจริง)  กลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับการชื่นชม ยกย่องและเกิดการเรียนรู้เพื่อที่จะยึดถือเป็นแบบอย่างโดยหวังว่าจะได้รับความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด โดยไม่สำนึกหรือละอายแก่ใจว่าตนคือคนหนึ่งที่ทำร้ายวัฒนธรรมองค์กร ทำร้ายระบบคุณธรรมในองค์กรที่มีหน้าที่ในการรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมแก่สังคม

ปนัดดา ชำนาญสุข