
3ก๊กในพรรคเพื่อไทย
"ทางพรรคก็คงจะไม่ทำอะไรต่อแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องการปรองดองจะมีการนำเข้าหารือในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคในวันที่ 7 กันยายนนี้ต่อไป"
กลายเป็นประโยคปริศนาของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ 6 กันยายน
สอดรับกับท่าทีของ จตุพร พรมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ต้องพ่วงคำว่า "แกนนำ นปช." ไปอีกตำแหน่งหนึ่งแล้วยังคงเป็นไปในทางลบ เพราะเห็นว่าท่าทีของฝ่ายรัฐบาลเอาเปรียบทางการเมือง
จตุพรมองว่า การปรองดองต้องเกิดขึ้นด้วยความเสมอภาคและยุติธรรม
"การปรองดองไม่ใช่เป็นการขอทาน ไม่ใช่เป็นการร้องขอ แต่ต้องเกิดจากการพร้อมใจ"
จตุพรย้ำด้วยว่า ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่พร้อมก็ไม่ต้องมีการเจรจาปรองดองใดๆ พร้อมกับย้ำว่า การเจรจาปรองดองจะต้องรับผิดชอบผู้บาดเจ็บล้มตายจากเหตุเผาบ้านเผาเมืองเดือนพฤษภาคมนั้นด้วย
ฟัง จตุพร แล้วดูเหมือนการปรองดองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาลน่าจะมีอุปสรรค ถ้าหากไม่ได้พูดให้สัญญาว่า จะไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคใดๆ ต่อการเจรจาตามแนวทางของพรรคเพื่อไทย
แต่ถ้าหากให้เป็นคนเจรจาแล้วมี สุเทพ เทือกสุบรรณ และ อภิสิทธิ์ เป็นคู่เจรจา จตุพรบอกว่า คงไม่เอา
ตกลงถ้อยแถลงของ สุเทพ ที่ระบุว่า ให้พรรคเพื่อไทยยุติการใช้ความรุนแรง หรือหยุดป่วน และแกนนำรัฐบาลระบุว่าจะเจรจาต่อเมื่อพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนขบวนการล้มเจ้า กลายเป็น "เงื่อนไข" ที่ทำให้ความพยายามตั้งใจสร้างความปรองดองในแบบฉบับพรรคเพื่อไทยหยุดชะงักใช่หรือไม่ หรือจะถึงขั้นเลิกแนวทางนี้ไปเลย
ถามว่า ตกลงพรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไรกับแนวทางการปรองดองที่ ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค แถลงไปก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่า ผู้ใหญ่ในพรรคก็เห็นชอบกับแนวทางนี้
แต่ถ้าดูตามที่ นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว ทักษิณ ชินวัตร แถลงเงื่อนไขของทักษิณ มา 3 ข้อ
1.พ.ต.ท.ทักษิณมีความยินดีที่จะปรองดอง แต่ต้องไม่ใช่เกี้ยเซียะ หรือฮั้ว
2.ต้องเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ใช่เรื่องของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนข้อ 3 นี่ไม่รู้ว่าเป็นเงื่อนไข หรือการ "บ่น" หรือไม่ แต่ นพดล นับเป็นข้อ 3 จับใจความได้ว่า ทักษิณปรองดองมาตลอด แต่ถูกมองว่าเป็นเกมการเมือง และไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล รวมทั้งตนก็เคยเสนอแนวคิดเรื่อง "พีชทอล์ก" หรือการเจรจาสันติภาพ ซึ่งไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล แต่ครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลได้มีท่าทีตอบรับ ที่แม้จะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดี
นพดลบอกว่า ทักษิณไม่มีความคิดแก้แค้นและไม่อยู่ในสภานะที่จะแก้แค้นใคร
นั่นคือข้อเสนอของ ทักษิณ ผ่าน นพดล ปัทมะ
ตกลงเงื่อนไขจากพรรคเพื่อไทย ที่เริ่มจะได้ยินท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ หรือตั้งข้อรังเกียจบางคนบางเรื่อง แต่ไม่ได้ปฏิเสธแนวทางปรองดองนั้นมีด้วยกัน 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกนั้น เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ดูแล้วยังกล้าๆ กั๊กๆ อยู่
ซึ่งวงในของพรรคมองว่า เมื่อมีการเสนอแนวทางนี้ โดยผ่าน "ผู้ใหญ่" ของพรรคแล้ว การก้าวลงจากจุดที่ตนเสนอ ไม่ใช่เรื่องที่ดี และฉลาดเลย
เมื่อผนวกกับกระแสของพรรคที่ผ่านพ้นการเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข. สนามเล็กเมืองหลวงที่แยกไม่ออกจากสนามใหญ่ พรรคเพื่อไทยก็ยากที่จะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงแนวทางเพื่อไม่ให้ความพ่ายแพ้กลับมาหลอกหลอน
ผนวกกับอาการระส่ำระสายของก๊กก๊วนในต่างจังหวัด ที่แม้จะมีฐานเสื้อแดงอยู่ แต่หลายกลุ่มโดยเฉพาะภาคอีสาน ที่ออกอาการชัดกว่าเพื่อน ในยามเห็นไม่ตรีจากภูมิใจไทย และเพื่อแผ่นดินทอดมาให้ ก็ยิ่งต้องขบคิดให้หนักมากขึ้น
จะเดินไปพร้อมกับเสื้อแดง แล้วไปตายเอาดาบหน้า หรือจะหาหนทางอื่นใดเพื่อให้ทั้งเสื้อแดงและกลุ่มฐานเสียงที่อิงกับกระแสให้การยอมรับ
ในส่วนของ นปช.เสื้อแดง ชัดเจนว่า ในยามที่นายใหญ่กำลังคึก ก็สดชื่นราวกับปลาได้น้ำแรก แต่ในยามที่นายใหญ่ส่งสัญญาณชัดแล้วเช่นนี้ การละทิ้งแนวทางต่อสู้ ก็เท่ากับการละทิ้งมวลชน
ขณะเดียวกัน ก็เชื่อมั่นว่า ส.ส.ของพรรคที่ยังกั๊กท่าทีอยู่นั้น สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้บริการคนเสื้อแดง แล้วจะปล่อยให้ "การนำ" เป็นของกลุ่มที่ไม่ได้พูดถึงความบอบช้ำของคนเสื้อแดงได้อย่างไร
นั่นคือที่มาของเงื่อนไขที่ว่า จะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีบาดเจ็บ เสียชีวิต ที่สี่แยกราชประสงค์อย่างไร
สำหรับ ทักษิณ ที่แม้จะแถลงผ่านปาก นพดล แต่ก็นับว่าชัดเจน และตอกย้ำท่าทีอีกครั้งว่า ในสถานการณ์ที่ตนแทบไม่มีแต้มต่อ การเลือกที่จะเดินในแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ดีที่สุด
ลดความสูญเสีย และบอบช้ำได้ดีที่สุด
อย่าลืมว่า ความพยายามที่จะปลุกกระแสในช่วงอุทธรณ์คืนทรัพย์สิน 4.6 หมื่นล้านไม่เป็นผลนั้นสร้างผลกระทบได้ไม่น้อย
ย้ำหัวตะปูอีกครั้งในกรณีที่พ้นจากการเป็นกุนซือของสมเด็จฮุน เซน และรัฐบาลกัมพูชา ที่บ้างก็เชื่อว่า เป็นการลาออกเอง บ้างก็เชื่อว่า เป็นการปลดออกจากตำแหน่ง เพราะไม่กี่วันถัดมา หนังสือพิมพ์กัมพูชาออกบทความเกี่ยวกับความเสียหายของกัมพูชาที่น่าจะเกี่ยวพันกับสถานะการเป็นกุนซือของทักษิณ เป็นจำนวนเงินกว่า 5,000 ล้าน
น่าจับตาดูว่าเมื่อ 3 กลุ่มนำ ในพรรคเพื่อไทยออกมาในรูปแบบนี้ แล้ววันที่ 7 กันยายน ในที่ประชุม ส.ส.พรรคจะออกมาอย่างไร
แจ้งที่ประชุมเพื่อทราบ แล้วรอดูท่าทีของรัฐบาล หรือขอมติเพื่อสวนกลับรัฐบาลแล้วล้มเลิกแผนปรองดอง ?
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดเดา !
ณยา ใจกาวัง /ศรายุทธ สายคำมี



