ข่าว

ข่าวลือหรือข่าวปล่อย

ข่าวลือหรือข่าวปล่อย

07 ก.ย. 2553

สถานการณ์บ้านเมืองยังคงถูกป่วนโดยข่าวลือต่างๆ เช่นการรัฐประหาร การลอบสังหารบุคคลสำคัญ และการก่อการร้าย โดยการใช้เครื่องยิงระเบิดโจมตีจุดสำคัญต่างๆ เช่นสถานที่ราชการ ที่ทำการพรรคการเมือง รวมทั้งอาคาร เคหสถานของนักการเมือง ผู้นำองค์กร เช่นผู้บัญชาการทหาร เป

 จะเป็นเพียงข่าวลือ ข่าวปล่อย หรือการเตือน ย่อมแล้วแต่กรณี เพราะหน่วยข่าวต่างๆ ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ก็ไม่สามารถยืนยันได้ และการลอบโจมตีหรือสังหารเป้าหมายใช่ว่าจะป้องกันได้ง่ายดาย เพราะผู้กระทำสามารถเลือกสถานที่และเวลา ขณะที่เจ้าหน้าที่ดูแลได้ไม่ทั่วถึง และทุกเวลา ถึงกระนั้น ศอฉ. ได้กำหนดพื้นที่กว่า 400 จุดในเมือง ซึ่งอาจตกเป็นเป้าโจมตี

 ในกรณีข่าวการลอบสังหาร 4 บุคคลสำคัญนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้อ้างถึงรายงานว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าจะเป็นเป้าหมายนั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ เพราะพวกที่พยายามจะสร้างสถานการณ์ทำให้บ้านเมืองดูเลวร้าย มีเป้าหมายในการพยายามสังหารบุคคลใดบ้าง เมื่อเป็นผู้รับผิดชอบในงานด้านความมั่นคง จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแล ติดตามหาข่าวและวางมาตรการในการแก้ไขและป้องกันอย่างไม่ประมาท

 กรณีที่ว่าข่าวที่เกิดขึ้นช่วงไหนอย่างไร นายสุเทพบอกว่าไม่สามารถตอบได้ อาจจะเป็นเพราะคนพยายามที่จะปั่นกระแส หรือสร้างสถานการณ์เป็นช่วงจังหวะก็ได้ หรืออาจจะเป็นความพยายามจริงๆ แล้วข่าวกลับรั่วออกมา ก็ไม่ทราบได้ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองคงต้องระวัง ถ้าเป็นความจริง ฝ่ายผู้ต้องการลงมือย่อมหาจังหวะทีเผลอ แต่ยังมีคำถามว่าการลอบสังหารนั้น กระทำเพราะต้องการอะไร เป็นการล้างแค้น หรือจัดการผู้นำฝ่ายต่างๆ เพื่อสร้างความโกลาหลในบ้านเมือง และให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้

       นอกจากการลอบสังหารแล้ว ยังมีการลอบยิงระเบิดในจุดต่างๆ โดยเห็นชัดว่าเป้าหมายที่ถูกเลือกนั้น อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มการเมืองของ “ทักษิณ ชินวัตร” และกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งนิยมใช้ความรุนแรง ดังจะเห็นการเผาบ้าน เผาเมือง ใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าทหาร และปล้นห้างร้านสรรพสินค้า ดังเช่นการจลาจล ก่อการร้ายในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั่นเอง

 ช่วงนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านของผู้กุมอำนาจองค์กรสำคัญของรัฐ คือผู้นำกองทัพ ผู้นำองค์กรตำรวจ ซึ่งยังต้องใช้เวลาให้ผู้รับตำแหน่งใหม่ได้เริ่มทำงานต้นเดือนตุลาคม ดังนั้น กว่าจะเป็นการกระชับอำนาจรัฐ และความเป็นหนึ่งเดียวของกลไกกฎหมาย รัฐบาลยังคงต้องพึ่งบุคลากรชุดเดิม และแต่ละฝ่ายต่างพยายามรักษาเนื้อรักษาตัวไม่ทำอะไรจนเป็นคดีและผลทางทางกฎหมาย ประชาชนทั่วไป และผู้นำองค์กรสำคัญจึงต้องระวังตัวเองเท่านั้น ถ้าพลาดพลั้ง ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐโดยรวม