
"จับพิรุธดีเอสไอคดี 91 ศพ"
คดีการเสียชีวิต 91 ศพ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการกระชับพื้นที่ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่อยู่ในมือของดีเอสไอ คงจะ "ลากยาว" แน่
เมื่อ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ออกมาบอกว่า จะแต่งตั้งพนักงานสอบสวนดีเอสไอร่วมกับตำรวจในแต่ละท้องที่ แยกสอบสวนหาสาเหตุการตายเป็นรายเหตุการณ์ ภายในระยะเวลา 60 วัน ตามคำสั่งของ ศอฉ.
และก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ดีเอสไอนัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าในคดีนี้ ปรากฏว่านักข่าวที่ไปฟังการแถลงข่าวต่างพากันส่ายหัวกันเป็นแถว เพราะการแถลงข่าวไม่มีอะไรเลยที่แสดงถึงความคืบหน้า ระบุแต่เพียงว่า การเสียชีวิตของ 91 ราย เป็นการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติและถูกคนอื่นทำให้ตาย แต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำให้ตาย
ซึ่งการแถลงข่าวแบบนี้ ไม่ต้องแถลงก็ได้เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่า ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบ ไม่มีใครที่แก่ตายในที่ชุมนุมอยู่แล้ว แต่ถูกทำให้ตายทั้งนั้น
แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่ได้จากการแถลงข่าวในครั้งนั้น ก็คือ การที่ดีเอสไอยอมรับว่าเป็น "การเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ"...นั่นเอง
เพราะว่าเมื่อมีการตายเกิดขึ้นและพบว่าการตายครั้งนั้นเกิดจากการถูกยิง และการถูกยิงครั้งนั้นมีที่มาจากการใช้กำลังเข้ากระชับพื้นที่
ดังนั้น ก็ควรที่จะมีการตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า มีการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ แต่ในความเป็นจริงผู้เสียชีวิตจะถูกตำรวจหรือทหารยิงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งตามมาตรา 150 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองร่วมในการชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ จากนั้นให้อัยการทำคำร้องยื่นต่อศาล เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ"
แต่ปรากฏว่าคดี 91 ศพ "ดีเอสไอ" ไม่ได้ดำเนินการตามแนวทางนี้ โดยในการชันสูตรพลิกศพทำเหมือนกับการเสียชีวิตผิดปกติโดยทั่วไป คือ มีเพียงพนักงานสอบสวน และแพทย์ร่วมชันสูตรพลิกศพเท่านั้น ไม่มีพนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครอง เข้าร่วมในการชันสูตรพลิกศพด้วย
ที่สำคัญ...ไม่ได้มีการยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ว่าผู้ตาย ตายเพราะเหตุอะไร และหากมีใครทำให้ตาย ให้กล่าวหาว่าใครทำให้ตาย
คำถามจึงอยู่ที่ว่า ที่ไม่ยอมเลือกในแนวทางที่ควรจะเป็น คือเดินตามมาตรา 150 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นเพราะมีการ "ตั้งธง" อยู่แล้วว่า ไม่ใช่การตายที่เกิดจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีทหารแม้แต่คนเดียวยิงผู้ชุมนุม แต่เกิดจาก "ไอ้โม่ง" เป็นคนทำใช่หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมี "ข้อพิรุธ" ที่ว่า เมื่อพบว่าศพถูกยิง แน่นอนว่า ต้องเจอ "หัวกระสุน" ในศพบ้างเพราะมีถึง 91 ศพ
ซึ่งวิธีการที่จะพิสูจน์ว่า กระสุนที่อยู่ในศพ ยิงมาจากปืนกระบอกไหน ต้องส่ง "หัวกระสุน" ไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบ "ร่องเกลียว" ของหัวกระสุน เพราะหัวกระสุนแต่ละนัด มีการ "ตีเกลียว" ไม่เหมือนกัน เพื่อตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับปืนต้องสงสัยว่า ยิงออกมาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ "ร่องปืน" เหมือนกันหรือไม่ มิเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าปืนกระบอกไหนยิง
แต่ดีเอสไอ ไม่ได้มีการยึดปืนแม้แต่กระบอกเดียวมาตรวจพิสูจน์
"เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุต้องยึดปืนมาตรวจให้หมด มิเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าปืนกระบอกไหนยิง เพราะเมื่อมีการตายผิดธรรมชาติเกิดขึ้น ใครทำให้ตายไม่รู้ จะมีการตั้งธงไม่ได้ ต้องมีการสอบสวนให้ครบทุกประเด็นให้หมดสิ้นข้อครหา กรณีนี้มีทหารเป็นหมื่นคนถือปืนออกมา ดังนั้นต้องเอาปืนมาตรวจให้หมด ซึ่งดีเอสไอ ถ้าจะทำ ทำได้อยู่แล้ว โดยทำหนังสือถึงกองทัพและ ศอฉ. ขอทราบกำลังพลที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุทั้งหมด พร้อมขออาวุธปืนที่เบิกจากต้นสังกัดทั้งหมดมาตรวจพิสูจน์ ก็จะช่วยลดกระแส ทำให้คนเห็นว่าดีเอสไอได้ดำเนินการด้วยความเป็นกลาง ส่วนเมื่อตรวจพิสูจน์แล้ว ปืนทุกกระบอกที่ยึดมาตรวจเปรียบเทียบกับหัวกระสุนแล้วไม่ตรงกัน ก็แถลงผลไปเลย ถึงตรงนั้นไม่มีใครว่ากัน"
นอกจากนี้ในจุดที่มีผู้เสียชีวิต อย่างบริเวณที่นายฮิโรยูมิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นตาย ก็ต้องมีการนำเจ้าหน้าทหารทุกคนที่อยู่ในจุดนั้นมาสอบปากคำว่า ตอนนั้นอยู่ตรงไหน ยิงปืนไปทางไหน ยิงไปกี่นัด
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หาก "ดีเอสไอ" ไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อ "กาลเวลา" ผ่านไป คนที่จะเดือดร้อน ก็คือ ดีเอสไอ นั่นเอง



