
บึ้ม "คิงเพาเวอร์"...กับเก้าอี้ตร.นครบาล
แม้ว่าแนววิถีกระสุนที่ผู้ไม่หวังดีใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 ถล่มเข้าใส่ทางเข้าคิงเพาเวอร์ จะบ่งบอกได้เพียงแค่ว่า ถูกยิงมาจากจุดใด แต่การหาพยานหลักฐานเพื่อสาวถึงตัวคนร้ายนั้นค่อนข้างทำได้ยาก
ผลพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานตรวจอาวุธและเครื่องกระสุนปืน ของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับแนววิถีการยิงระเบิดเอ็ม 79 จากเครื่องยิงที่ตกใส่บริเวณใกล้ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าคิงเพาเวอร์ ซ.รางน้ำ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว 3 ส่วน
จุดแรกผู้ไม่หวังดีน่าจะใช้สถานที่บริเวณจุดอับ ด้านหลังโรงแรมสยามซิตี
จุดที่สองบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น
จุดที่สามคอนโดมิเนียมที่กำลังก่อสร้างก็มีแนวโน้มเป็นไปได้รองลงมา
หากวิเคราะห์จากแนววิถีกระสุนรวมถึงหลักฐานในที่เกิดเหตุ มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ไม่หวังดีน่าจะใช้จุดอับด้านหลังของโรงแรมเป็นจุดยิง และกระสุนระเบิดเอ็ม 79 เป็นแบบหัวธรรมดา ระยะการทำมุมในวิถีโค้งเอ็ม 79 ที่ตกในจุดเกิดเหตุอยู่ในระยะ 300 เมตร แต่ไม่เกิน 400 เมตร จุดนี้มีทางเป็นไปได้มากที่สุดเพราะไม่มีผู้คนพลุกพล่าน
ส่วนจุดที่สองและสาม มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก อย่างไรก็ตามต้องให้แนวทางกับชุดสืบสวนออกหาข้อมูลหลักฐานในช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดเหตุ เพราะคดีที่ผู้ไม่หวังดีใช้ระเบิดเอ็ม 79 หากไม่เร่งหาพยานหลักฐาน ก็อาจถูกทำลายหรือคลาดเคลื่อนได้
แหล่งข่าวระดับสูงของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เชื่อว่า ผู้ลงมือก่อเหตุครั้งนี้น่าจะเป็นมืออาชีพ เพราะรู้จุดการยิงเพื่อไม่ให้เกิดพยานหลักฐาน อีกทั้งเป้าหมายไม่น่าจะต้องการชีวิตใคร น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นายเจษฎา จันทร์กระจ่าง อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ 10 ต.บางขะนาด อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา พนักงานรักษาความปลอดภัย ได้รับบาดเจ็บถูก สะเก็ดระเบิดเข้าที่ขมับขวาตุงขมับซ้าย บริเวณข้อพับขาด้านขวา และตามร่างกายหลายแห่ง
หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น., พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รองผบช.น., พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1, พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผบก.สส.บช.น. พร้อมชุดสืบสวนเข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางการคลี่คลายคดี ก่อนที่ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) จะเดินทางมาฟังข้อสรุปแนวทางการสืบสวน
รายงานข่าวจากชุดสืบสวนที่เข้าร่วมประชุม ทราบว่า เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่หาพยานแวดล้อมที่อาจเห็นตำหนิรูปพรรณของผู้ไม่หวังดีหรือยานพาหนะ ซึ่งปมเหตุครั้งนี้ทางชุดสืบสวนกำลังแกะรอยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะเกี่ยวพันกับเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม หรือไม่ เนื่องจากครั้งนั้นเกิดความขัดแย้งกันเองระหว่างวินรถตู้ อาจมีการตามล้างแค้นกัน
อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุผ่านไปแล้วเกือบ 24 ชั่วโมง กลับไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าสาเหตุเนื่องมาจากการเมือง เพราะช่วงนี้ไม่มีอะไรที่น่าสนใจและเป็นเงื่อนไข แม้แต่การเลือกตั้ง ส.ก.- ส.ข. ที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นสนามเล็กการสร้างสถานการณ์ไม่มีประโยชน์ต่อฝ่ายใดหรือกระทบถึงการเมืองระดับชาติ จึงไม่น่าจะเป็นปมเหตุเช่นกัน
ส่วนประเด็นการลอบยิงเอ็ม 79 จะเกี่ยวเนื่องกับวันคล้ายวันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามอาจสร้างสถานการณ์ก็ไม่น่าเป็นไปได้เนื่องจากพื้นที่ไม่ได้มีสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ไปทางนั้นเพราะบริเวณซอยรางน้ำเคยเกิดเหตุลักษณะนี้มาแล้ว จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะต้องลงมือบริเวณนั้น
มีการวิเคราะห์ในที่ประชุมด้วยว่า ประเด็นที่ผู้บริหารของทีมฟุตบอลบุรีรัมย์พีอีเอ ซึ่งมีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นประธานสโมสร เดินทางมารับประทานอาหารร่วมกับผู้บริหารคิงเพาเวอร์ ก็ไม่น่าจะใช่ปมเพียงแต่คนร้ายอาจอาศัยจังหวะที่เนวินอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเบี่ยงเบนประเด็นไปให้การเมืองมากกว่า
“เรื่องนี้ต้องมองให้ลึก แล้วอย่าเพิ่งเชื่อสนิทใจ เพราะอาจมีปมที่หลายคนคาดไม่ถึงก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะเรื่องบัญชีแต่งตั้งนายตำรวจระดับ รองผบ.ตร.-ผบช. อาจมีใครสร้างสถานการณ์เพื่อเขย่าเก้าอี้สำคัญบางตัว เพื่อเปิดช่องให้เกิดการสับเปลี่ยนโยกย้าย ซึ่งเรื่องลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่สำคัญบริเวณดังกล่าวอยู่ใจกลางเมืองเป็นพื้นที่ธุรกิจ หากนครบาลควบคุมไม่ได้แล้ว ย่อมมีผลต่อสถานะของนายตำรวจใหญ่หลายคน สังเกตจากการเข้าออกของคนร้ายทำได้ลื่นไหลไม่มีอะไรติดขัด ร่องรอยน้อยมาก การยิงก็ถือว่าระดับมืออาชีพ ล็อกเป้าได้เหมาะเจาะเพราะหากต้องการชีวิตคน ก็มีจุดเล็งไปได้หลายที่" แหล่งข่าวทิ้งปมสงสัย



