
กมธ.งบสภาสูงแนะให้รัฐปรับโครงสร้างภาษี
กมธ.งบสภาสูง ตั้งข้อสังเกต ให้รบ.ปรับโครงสร้างภาษี ลดความซ้ำซ้อนงานภาครัฐ ให้จัดงบลงรากหญ้ามากกว่านี้ ด้านส.ว.ขอนแก่น ซัด นายกฯ จัดงบเอาใจทหาร-พรรคร่วมฯบางพรรค เชื่อ แจกกระสุนเตรียมเลือกตั้ง กฎเหล็กกลายเป็นสนิมเหล็ก แฉ รบ.ล็อบบี้ส.ว.ให้ผ่านงบ มาร์ค ยัน ไม
(6ก.ย.) เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่ได้รับจัดสรรจำนวน 2.07 ล้านล้านบาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดยวุฒิสภาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2553 ตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 168 วรรคสามซึ่งจะครบกำหนดการพิจารณาในวันที่ 13 กันยายน 2553 โดยนายประสพสุข แจ้งว่า เนื่องจากมีส.ว.จะอภิปรายจำนวนมากจึงกำหนดวันประชุม 2 วันคือ วันที่ 6 กันยายน เวลา 10.00 น.-22.00 น. และวันที่ 7 กันยายน เวลา 13.00 น.-22.00 น. โดยจะมีการถ่ายทอดสดการประชุมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีช่อง 11
จากนั้นจึงเริ่มการพิจารณา โดยนายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 วุฒิสภา รายงานว่า งบประมาณรายจ่ายปี 54 ตั้งไว้ 2.07 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 1 ,662,604.2 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 30 ,346.1 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 334 ,495.1 ล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 32,554.6 ล้านบาท สภาผู้แทนราษฎรปรับลด 33 ,449,343,100 บาท จัดสรรเพิ่มโดยครม.เสนอ 32 ,844,484,100 บาท หน่วยงานเสนอกมธ.วิสามัญพิจารณางบฯของสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง 604 ,859,000 บาท รวมปรับเพิ่มเท่ากับจำนวนปรับลด และมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ 649 ,528,100 บาท
นายพิเชต กล่าวว่า กมธ.พิจารณาแล้วมีข้อสังเกต 2 ส่วน คือ 1.นโยบายและภาพรวมการจัดทำงบประมาณ และ 2.การจัดสรรงบประมาณจำแนกตามกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ มีประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดทำงบปี 54 เป็นแบบขาดดุล โดยต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 4.2 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อผลติภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มจากร้อยละ 42 เป็น ร้อยละ 52 ซึ่งแม้ว่าจะไม่ยังไม่เต็มเพดานเงินกู้ที่ร้อยละ 60 แต่ถ้าอัตรานี้เพิ่มขึ้นทุกปี อาจมีปัญหาในการจัดทำงบประมาณในปีต่อๆไป จึงควรให้กระทรวงการคลังพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอย่างจริงจัง และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บภาษีเพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้และให้งบประมาณเข้าสู่สมดุลโดยเร็ว นอกจากนี้ รัฐบาลควรปรับปรุงโครงสร้างสัมปทานจากทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เหมาะสม โดยเฉพาะจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ โดยปี 2554 มีรายได้จากส่วนนี้เพียง 3.78 หมื่นล้านบาทจากรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการปรับปรุงค่าสัมปทานจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 เท่า
นายพิเชต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ต้องลดความซ้ำซ้อนของงานภาครัฐ ปรับปรุงโครงการให้มีความเหมาะสม เช่น โครงการใน 3 จังหวัดภาคใต้ การจัดทำแผนให้สอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด การใช้กลไกงบประมาณดูแลโครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดซึ่งรวมไปถึงโครงการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส่วนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งแก่รากหญ้า พบว่า การจัดสรรงบยังมิได้จัดสรรเพื่อตอบสนองแนวนโยบายดังกล่าว แต่ไปมุ่งเน้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลักโดยมุ่งหวังว่า หากเศรษฐกิจดีแล้วรากหญ้าจะดีไปด้วย แต่กมธ.เห็นว่า ไม่มีหลักประกันใดที่จะเป็นเช่นนั้น จึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นสู่รากหญ้าเป็นหลัก และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยบูรณาการร่วมกับจังหวัดและท้องถิ่นโดยทำแผนอย่างเป็นระบบเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ของเมืองและชนบท
จากนั้นเป็นการอภิปรายเริ่มจาก นายวิเชียร คันฉ่อง ส.ว.ตรัง กล่าวว่า ภาพรวมของประเทศยังพึ่งพิงการส่งออกมาก ซึ่งหากประเทศคู่ค้าประสบปัญหาเศรษฐกิจก็กระทบเป็นลูกโซ่ถึงไทยด้วยเหมือนสมัยก่อนวิกฤตปี 2540 ที่ส่งออกสินค้าไปที่สหรัฐ และญี่ปุ่นมาก ดังนั้นต้องหันมาดูว่า จะอยู่บนลำแข้งตัวเองได้อย่างไร ซึ่งส่วนหนึ่งคือการสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ แต่จุดสำคัญที่มีปัญหาอยู่มากคือเรื่องที่ดินทำกิน เพราะมีประชาชนอาจเข้าไปทำกินในที่ที่เพิ่งประกาศเป็นเขตสงวน จึงพิพาทกับรัฐหลายหมื่นราย ฉะนั้นรัฐบาลก็ควรอนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้เพราะประชาชนเข้ามาทำกินมาหลายรุ่นแล้ว นอกจากนี้ ราคาที่ดินสูงมาก รัฐบาลควรจัดสรรงบให้ท้องถิ่น แล้วให้ชาวบ้านเช่าซื้อน่าจะทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน นอกจากนี้ ส.ว.ยังวิตกเรื่องการกู้เงินมาใช้ ซึ่งไม่ได้วิตกเรื่องหนี้มากนัก แต่เป็นเรื่องการทุจริตที่มีการพูดกันมาก ทำให้งบประมาณลงไปไม่ถึงมือประชาชน
นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว.ขอนแก่น อภิปรายว่า ตนทราบมาว่าตอนนี้มีความพยายามของรัฐบาลในการล๊อบบี้ให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯผ่านวุฒิสภา แต่ตนจะโหวตไม่เห็นด้วยกับร่างฉบับนี้ เพราะปัญหาการโกงกินในรัฐบาลชุดนี้ สัมผัสได้และน่าเกลียด คนที่ทำกำลังได้ใจ เพราะมีนายกรัฐมนตรีที่ใสสะอาดคอยคุ้มครองสิ่งที่เน่าเหม็นอยู่ แต่ตนก็เห็นใจ เพราะนายกฯต้องมีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นนั่งร้านคอยค้ำให้อยู่ในตำแหน่งได้ นอกจากนี้ หากพิจารณาผ่านการจัดสรรงบปีนี้พบว่า กระทรวงกลาโหมได้รับ 1.68 แสนล้านบาท ถือว่ามากเป็นอันดับต้น เหมือนเอาใจกองทัพที่คอยช่วยเหลือในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา ส่วนกระทรวงมหาดไทยก็เช่นกัน ได้รับจัดสรร 2.3 แสนล้านบาทขณะเดียวกันมีข่าวเรื่องงบกระจุกตัวในบางพื้นและข่าวการซื้อตัวส.ส.เข้าพรรคที่ดูแลกระทรวงนี้อยู่พอดี จึงน่าสงสัยว่า การจัดสรรงบปีนี้ เหมือนเป็นงบที่จัดสรรเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งเรื่องการปล่อยปละและการจัดสรรงบ สะท้อนว่า กฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯ กำลังกลายเป็นสนิมเหล็ก
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้ยังมองข้ามศีรษะของส.ว.และประธานวุฒิสภาโดยเฉพาะที่วุฒิสภาพยายามมาเป็นช่วยคนกลางช่วยเจรจาลดความสูญเสียช่วงเมษายน-พฤษภาคมและนายกฯก็ได้รับปากกับตัวแทนของวุฒิสภา แต่ปรากฏว่า เช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ก็มีการใช้กำลังเข้าไปจัดการผู้ชุมนุมจนเกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ชี้แจงว่า ตนเคารพสิทธิทุกคนในการลงมติ แต่ไมสบายใจที่พูดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ให้เกียรติวุฒิสภา ตนขอบอกว่าตั้งแต่ตนมาทำงานก็ยืนยันและกำชับรัฐมนตรีในเรื่องกฎเหล็ก 9 ข้อและยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้เอาใจใส่การทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติไม่น้อยกว่ารัฐบาลอื่นแน่ ส่วนที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้มองข้ามศรีษะของส.ว.ในการเป็นคนกลางแก้ไขปัญหาในการชุมนุมนั้น ตอนนั้นมีการพูดว่าจะหาทางออกอย่างไร เพราะมีการสูญเสียมากขึ้น แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่ได้ต้องการให้สร้างความปรองดองเกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องไม่ให้เกียติ และตอนนั้นหลายฝ่ายก็ช่วยกัน แต่ได้รับการปฏิเสธจากแกนนำบางคน อย่างไรก็ตามเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยความเหมาะสม ตนก็ไม่ได้ติดใจอะไร และยืนยันว่าเราทำงานยึดประโยชน์ส่วนรวม แม้จะไม่พอใจใครบ้าง



