
เติมทัศนคติบวกเพื่อสันติสุขแผ่นดินไทย
รุนแรงและไม่สงบรายวันสำหรับข่าวคราวของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย ท่ามกลางกระแสสังคมที่โหยหาสันติภาพและความสงบสุข หลายภาคส่วนพยายามกระตุ้นให้เกิดความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ศูนย์มุสลิมศึกษา
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รับหน้าเสื่อจัดกิจกรรมสานรักในเชิงสัมมนาวิชาการ "มุสลิมในแผ่นดินไทย : บทบาทชาวไทยมุสลิมในการสร้างสรรค์สังคมไทย"
แถลงข่าวไปแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณโถงเอนทรานซ์ ฮอลล์ จามจุรีสแควร์ จุฬาฯ โดยมี รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา เล่าความเป็นมาของกิจกรรมสร้างสรรค์ว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบรายวันที่เกิดขึ้น มุสลิมถูกมองในแง่ลบเรื่อยมา จึงปรารถนาให้สังคมได้ทราบและตระหนักว่าพี่น้องมุสลิมคือคนไทยส่วนหนึ่งและหล่อหลอมเป็นเนื้อหนึ่งอันเดียวกันในสังคมไทยมาช้านาน มีบูรณาการร่วมกันจนกล่าวได้ว่าความเป็นไทยในปัจจุบันไม่สามารถที่จะแยกความเป็นมุสลิมออกไปได้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่อาจหลงลืมไป
"แทนที่จะวิ่งตามแก้ เราหันมาดักรอแล้วสร้างการป้องปราม ให้ได้มีการเตรียมพร้อม ซึ่งงานสัมมนาวิชาการครั้งนี้มีกิจกรรมหลากหลาย มีการปาฐกถาพิเศษ อาทิ ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เรื่อง "พระราชกรณียกิจกับมุสลิมในแผ่นดินไทย" นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่อง "Thailand and Muslim World : A Strategic Partnership" เป็นต้น ตลอดจนพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เกี่ยวกับชาวมุสลิมในประเทศไทย ความสัมพันธ์ในแง่ของเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ และอาหาร รวมกว่า 20 หัวข้อ บรรยายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ" ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ แจงรายละเอียด
การเรียนรู้ความแตกต่างคือหัวใจของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ศุกรีย์ สะเร็ม ผู้จัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ กล่าวถึงแง่มุมที่จะนำเสนอในนิทรรศการว่า จะมีการสืบค้นความเป็นประเทศไทยในฐานะที่เป็นเบ้าหลอมของคนหลากหลายเชื้อชาติศาสนา นำมาซึ่งคำตอบและหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ ว่าแท้จริงแล้วมุสลิมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบ้านแปงเมือง ซึ่งกลุ่มมุสลิมหลากชาติพันธุ์บนแผ่นดินไทยนั้น อาทิ แขกจาม แขกมลายู แขกปาทาน เป็นต้น
ด้าน ทอจันทร์ นเรศจักรพันธ์ แม่งานด้านการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม กล่าวว่า ได้รวบวัฒนธรรมความเป็นอยู่ต่างๆ มาไว้ในงาน เริ่มจากด้านอาหารที่จะมีการแสดงอาหารฮาลาล พร้อมสอดแทรกความรู้ มีซุ้มผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีการสาธิต "รู้จัก รู้ปรุง รู้รส รู้คุณค่าอาหารมลายู-ไทยที่ใกล้สาบสูญ" โดยกุ๊กระดับรางวัลจากจังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น ส่วนการแสดงบนเวทีนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมที่กลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมไทย อาทิ ลำตัดหวังเตะ ดิเกฮูลู การขับร้องลำนำนาซีด ปัญจสีลัต รำกริช อูเละนบี ฯลฯ
เปิดให้ร่วมงานฟรี ระหว่าง 29 กันยายน-2 ตุลาคมนี้ ที่หอประชุมจุฬาฯ โดยในส่วนของการสัมมนาสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 กันยายน พร้อมรับเอกสารและบัตรชมการแสดง ทั้งนี้ในวันพุธที่ 29 กันยายน เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการสัมมนาด้วย



