
ชะตากรรมเกษตรกรชาวภาคเหนือปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่รอวันแก้ไข
ปีแล้วปีเล่าที่ชาวภาคเหนือทั้งตอนบนและตอนล่าง ต้องประสบกับชะตากรรมที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในฤดฝนของทุกปี เนื่องจากน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ทำกินของเกษตรกร จนเสียหายแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
จนกลายเป็นเรื่องปกติ อย่างที่เห็นกันในขณะนี้ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ทั้งที่ทราบดีว่าเหตุการเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและทุกปีด้วย ซึ่งในแต่ละปีจะสร้างความเสียหายทั้งพื้นที่การเกษตร สัตว์เลี้ยง บ้านเรือน และชีวิตผู้คน รวมถึงชาวบ้านเสียขวัญมีมูลค่าอย่างมหาศาลสุดที่จะประเมินได้
ภัยพิบัติที่ทำให้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมอย่างหนักในพื้นที่ภาคเหนือปีนี้ เริ่มมาตั้งแต่เดือนต้นสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน จ.แพร่ นายเสกสรรค์ สุวรรณมาโจ เกษตรจังหวัดแพร่ ระบุว่า มีพื้นที่เกษตรที่ได้รับความเสียหายตั้งแต่วันที่ 1-31 สิงหาคม มี 6 อำเภอ คือ อ.วังชิ้น เด่นชัย ร้องกวาง สอง ลอง และอ.เมือง รวมพื้นที่ 23,411 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว รองลงมาเป็นพืชไร่และข้าวโพด ซึ่งภายในสัปดาห์นี้จะประชุมสรุปแนวทางการช่วยเหลือว่าจะจ่ายเป็นเงินชดเชย หรือช่วยเหลือด้านปัจจัยผลิตต่อไป
ด้าน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ นายสุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า พื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำป่าไหลหลากปีนี้ เท่าที่ได้รับรายงานตัวเลขเป็นทางการแล้ว มี 2 อำเภอ คือ อ.ฟากท่า มีนาข้าวและไร่ข้าวโพดเสียหายกว่า 5,000 ไร่ และ อ.ทองแสนขัน นาข้าวเสียหาย 2,900 ไร่ และไร่ข้าวโพด 2,400 ไร่ นอกจากนี้ที่ได้รับรายงานเบื้องต้นใน อ.น้ำปาด มีพื้นที่การเสียหายรวม 11,000 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าว 4,000 ไร่ ข้าวโพดและพืชไร่ อีก 6,000 ไร่
ที่ จ.ตาก นายสุภัทร สุปรียธิติกุล เกษตรจังหวัดตาก ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายของพื้นที่เกษตรจากอุทกภัยน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเกิดใน อ.พบพระ มีไร่ข้าวโพดได้รับเสียหาย ที่ อ.สามเงา และอ.บ้านตาก เป็นนาข้าวและพืชไร่ เบื้องต้นคาดว่าความเสียหายรวมทั้ง 3 อำเภอ ไม่น่าเกิน 3,000 ไร่
ขณะที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้สรุปพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ มี 15 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่อาย สันทราย เชียงดาว แม่แตง แม่ออน สารภี ฝาง สันป่าตอง พร้าว ดอยเต่า จอมทอง หางดง สันกำแพง และ อ.ไชยปราการ รวมพื้นที่ทั้งหมด 17,208 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าว 13,249 ไร่ พืชไร่ 2,000 ไร่ และพืชผัก-ไม้ดอก 1,959 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เกษตรกรเพิ่งลงมือเพาะปลูกในระยะแรกจึงได้รับความเสียหายทั้งหมด
ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลกสรุปตัวเลขพบว่า พื้นที่เกษตรที่ได้รับความเสียหายช่วงแรกระหว่างวันที่ 7-16 สิงหาคม มี 2 อำเภอ คือ อ.เนินมะปราง และอ.พรหมพิราม รวมพื้นที่ประสบภัย 11 ตำบล 45 หมู่บ้าน มีพื้นที่เกษตรเสียหาย 19,907 ไร่ แบ่งเป็น นาข้าว 19,850 ไร่ พืชไร่ 54 ไร่ พืชผัก 3 ไร่ ช่วงที่สองระหว่างวันที่ 21-31 สิงหาคม มี 7 อำเภอ คือ อ.เมืองพิษณุโลก อ.วังทอง อ.พรหมพิราม อ.เนินมะปราง อ.วัดโบสถ์ อ.นครไทย อ.ชาติตระการ รวมพื้นที่ประสบภัย 45 ตำบล 215 หมู่บ้าน พื้นที่เกษตรเสียหาย 60,234 ไร่ แบ่งเป็น นาข้าว 53,156 ไร่ พืชไร่ 6,338 ไร่ พืชสวน 740 ไร่ รวมพื้นที่เกษตรที่ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.พิษณุโลก ทั้ง 2 ช่วง เสียหายทั้งสิ้น 80,141 ไร่
เช่นเดียวกับ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย สรุปความเสียหายที่เป็นพื้นที่การเกษตรช่วงระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม-1 กันยายน ที่ผ่านมา รวม 6 อำเภอ คือ อ.เมือง สวรรคโลก กงไกรลาศ ศรีสัชนาลัย และอ.ศรีสำโรง รวมพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 99,398 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าว 95,533 ไร่ พืชไร่ 1,808 ไร่ พืชผัก 183 ไร่ และไม้ผล 1,874 ไร่
นางวิภา แย้มกร เกษตรกรวัย 50 ปี จาก ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย กล่าวว่า มีที่นาอยู่ 25 ไร่ ก่อนที่น้ำจะท่วมต้นกล้ากำลังตั้งท้องและเตรียมออกรวง คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตั้งใจว่าหากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จจะนำไปขายให้โรงสีเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ เหลือเท่าไรจะนำมาใช้จ่ายบ้าง แต่ความหวังต้องพังทลายลงเพราะข้าวในนาทั้งหมดถูกน้ำไหลทะลักเข้าท่วมที่นาสูงกว่า 1-1.5 เมตร เมื่อต้นข้าวเสียหายยังนึกไม่ออกว่า หนี้สินที่กู้ยืมมาลงทุนปลูกข้าวหลายหมื่นบาท จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จะหาเงินที่ไหนไปจ่ายหนี้ดอกเบี้ย
นี่เป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้นเพียงบางจังหวัด พบว่ามีพื้นที่การเกษตรเสียหายไปแล้วกว่า 2 แสนไร่ โดยที่รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งที่เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทุกปี ซ้ำซากปีแล้วปีเล่าสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าคงมหาศาล แต่หน่วยงานของภาครัฐและรัฐบาลเองมีศักยภาพในการแก้ปัญหาได้เพียงแค่เยียวยาและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
แนะทางออกต้องแก้โดยธรรมชาติ
ผศ.ดร.วสันต์ จอมภักดี คณะกรรมการอนุรักษ์แม่ปิงและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรในภาคเหนือทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ว่า ต้องหาหรือกำหนดพื้นที่รับน้ำ เพื่อชะลอและลดการไหลของน้ำไปยังพื้นที่ตอนล่าง ป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพราะน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จึงจำเป็นต้องจัดให้น้ำมีที่อยู่ทั้งแบบชั่วคราวและถาวรอย่างถูกวิธี
สภาพปัจจุบันหลายจังหวัดยังจัดการไม่ถูก มีการผลักน้ำให้ไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่พื้นที่ตอนล่างเองก็มีปัญหาจัดการและป้องกันน้ำท่วมไม่ได้จึงมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเกิดขึ้น
ดังนั้นหากแก้หรือป้องกันปัญหาน้ำท่วมไม่ถูกวิธี จะไม่มีแนวทางชะลอน้ำหรือจัดพื้นที่รับน้ำไว้ ทำให้น้ำไหลไปอย่างรวดเร็ว และจะมีผลกระทบถึงฤดูแล้งเพราะไม่มีการกักเก็บน้ำไว้ใช้จนดินขาดความชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำใต้ดินมีไม่เพียงพอจนเกิดปัญหาภัยแล้งตามมาในฤดูแล้ง
ฉะนั้นการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีความสัมพันธ์กันระหว่างฤดูฝนไปยังฤดูแล้ง โดยการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ควรมองหาการแก้ปัญหาโดยธรรมชาติก่อน เพราะการแก้ปัญหาโดยการสร้างปัญหาใหม่ตามมาอาจสูญเสียงบประมาณมากกว่าที่คาดไว้
จันจิรา จารุศุภวัฒน์



