
มีรถไฟหัวจรวดต้องมีสถานีกรุงเทพฯ แห่งใหม่ ด้วย !
หากนับเอาวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2433 วันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสร้างทางรถไฟสยามจากกรุงเทพฯ ถึงเมืองนครราชสีมา ถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 120 ปีพอดี เป็น 120 ปี ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
พยายามพัฒนาตัวเองให้เจริญก้าวหน้าอย่างน่าพอใจอย่างยิ่ง นี่ผมเอาความผูกพันที่ผมมีกับ ร.ฟ.ท.เป็นตัวชี้วัดนะครับ ผมเกิดที่สุโขทัย ตอนมาเรียนในกรุงเทพฯ ใช้รถไฟได้สองเส้นทาง ขึ้นที่สถานีสวรรคโลกมาลงที่ชุมทางบ้านดารา แล้วก็ต่อรถไฟจากสายเหนือผ่านพิษณุโลก นครสวรรค์ เข้ากรุงเทพฯ ก็ได้ หรือจะนั่งรถบัสจากสรรคโลกมาขึ้นรถไฟที่สถานีพิษณุโลกเลยก็ได้ ตอนนั้นหัวรถจักรใช้พลังจากไอน้ำ ต้องใช้ฟืนเผาเป็นไฟไปต้มน้ำ เวลารถจะเคลื่อนขบวนพนักงานขับรถหรือ พ.ข.ร.จะชักหวูดเป็นสัญญาณ บนหัวรถจักรก็จะพ่นไอน้ำเป็นพวยขึ้นไป เวลารถวิ่งอยู่บนรางเข้าทางโค้งก็จะเห็นควันไฟจากฟืนและไอน้ำพุ่งเป็นสาย ดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กรุ่นผมมาก...ต่อมาหัวรถจักรก็เปลี่ยนเป็นหัวดีเซล ทู่ๆ ไม่มีอะไรน่าสะดุดตาและชวนให้ตื่นใจ แต่ก็ดีตรงที่วิ่งได้เร็วกว่าหัวรถจักรไอน้ำเพราะไม่ต้องจอดเติมน้ำเติมฟืนครับ
ผมเขียนเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาฉลองรถไฟ 120 ปีนะครับ แต่เห็นข่าวรัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคมกำลังขมีขมันที่จะพัฒนารถไฟไทยเป็นการใหญ่ หลังจากชิมลางปล่อยรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์หาเงินใช้หนี้ที่กู้เขามาอย่างเป็นทางการ ก็เร่งศึกษาหาทางพัฒนารถไฟให้เป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนนานาอารยประเทศทั้งหลาย ถึงขั้นรัฐมนตรีคมนาคมจากภูมิใจไทยกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจากประชาธิปัตย์ “แย่งงาน” กันทำเชียวล่ะ ไม่เพียงเท่านั้น การรถไฟกำลังจะตั้งหน่วยธุรกิจบริหารทรัพย์สิน ให้ทำหน้าที่สำรวจที่ดินที่การรถไฟมีอยู่ทั่วประเทศว่ามีอยู่เท่าไหร่ ให้ใครเช่าไปบ้าง มีสัญญาหรือไม่มี เรียกว่าตั้งใจสะสางที่ดินรถไฟทั้งหมด จะได้ปรับอัตราค่าเช่ากันใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ ว่างั้นเถอะ... เรื่องนี้ผมขอชักธงเชียร์ครับ โดยเฉพาะที่ดินริมทางรถไฟในต่างจังหวัด เท่าที่เห็นมาโดยเฉพาะในตัวเมืองใกล้สถานีต่างๆ นั้น ถูกบุกรุกหรือเช่าจากการรถไฟกันแน่ บางแห่งมีสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้ามาในหลัก “เขตรถไฟ” จนน่าเกลียด เรียกว่าเกือบติดทางรถไฟเลยก็ว่าได้ หากสำรวจแบบไม่ห่วง “ลูบหน้าปะจมูก” แล้ว ร.ฟ.ท.เอาจริงเอาจังคงโกลาหลกันทั้งประเทศเชียวล่ะ
ไหนๆ ก็จะพัฒนาถึงขั้นมีรถไฟหัวจรวดกับเขาแล้ว ผมขอเสนอให้การรถไฟพิจารณาย้ายสถานีรถไฟหัวลำโพงมาอยู่เสียที่ย่านการค้าพหลโยธินพร้อมๆ กันเสียเลยดีไหม บริเวณนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีสถานีชุมทางบางซื่อ ไม่ไกลจากตึกแดงที่เป็นโรงซ่อมรถไฟ อยู่ใกล้สถานีรถ บขส. ไม่ไกลจากรัฐสภาแห่งใหม่ที่จะสร้างแถวเกียกกาย จึงควรวางแผนสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพฯ ให้อลังการทันสมัยเสียทีเดียว จากนั้นจะสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าไปยังรัฐสภาด้วยก็เอากันซะให้ครบวงจร ส่วนหัวลำโพงเดิมก็ปรับปรุงส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟไทย เก็บบรรดาหัวรถจักรไอน้ำ ตู้โดยสารเก่าๆ และตู้บรรทุกสินค้าประเภทต่างๆ ไปไว้ที่นั่น หากมีพื้นที่เหลือก็ให้เอกชนเช่าทำศูนย์การค้าหรือโรงแรมหรูเลิศ หรือจะทำหอกรุงเทพฯ แบบหอไอเฟลของฝรั่งเศลก็ระบุในเงื่อนไขในสัญญาไปเลย ส่วนทางรถไฟเดิมจากชุมทางบางซื่อไปหัวลำโพงก็ทำเส้นทางคมนาคม 2 ชั้นบนดินก็ให้ กทม.ตัดถนนตรงที่เคยวางรถไฟใต้ดินก็ให้รถไฟฟ้าใต้ดินวางรางเชื่อมสถานีหัวลำโพงกับสถานีบางซื่อให้เป็นวงกลมไปเลย... การย้ายสถานีหัวลำโพงออกไปนอกจากจะพัฒนารถไฟไทยให้ทันนสมัยแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหารถยนต์ที่ต้องจอดรอรถไฟที่มีรางตัดผ่านถนนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ได้โขเชียวนะครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



