ข่าว

เวียดนาม 2553

เวียดนาม 2553

06 ก.ย. 2553

ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติของเวียดนาม สมัยที่ 9 ครั้งที่ 11 ที่กรุงฮานอย เมื่อปี 2549 ได้มีการกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามในช่วงปี 2549-2553 เพื่อสืบต่อนโยบายโด่ย เหม่ย (Doi Moi) หรือการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ที่รัฐบาลเวียดนามได้ดำเ

หากย้อนไปมองเวียดนามก่อนปี 2529 จะพบว่าเวียดนามยังมีปัญหาเรื่องการกำหนดทิศทางของประเทศ เนื่องจากผู้นำซึ่งเป็นคนรุ่นเก่าส่วนหนึ่งยังปลาบปลื้มกับชัยชนะในสงครามเวียดนาม ขณะที่บางส่วนยังยึดมั่นในแนวทางสังคมนิยมที่อยู่คนละขั้วกับทุนนิยม รวมทั้งนโยบายปิดล้อมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ จึงทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามในยุคนั้นอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ จนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากปัญญาชนในประเทศ

การวิพากษ์ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันมาก คือข้อเขียนของ นายลิว กวาง หวู (Luu Quang Vu) นักเขียนที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม ที่ตั้งคำถามต่อรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามว่า ทำไมญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่พ่ายแพ้สหรัฐอย่างยับเยินในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงสามารถพลิกฟื้นเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจได้ภายในเวลาไม่กี่ปี แต่เวียดนามซึ่งชนะสงครามถึง 2 ครั้ง ทั้งฝรั่งเศสและสหรัฐ กลับไม่เป็นเช่นนั้น ว่ากันว่าข้อเขียนดังกล่าว จุดประกายให้คนรุ่นใหม่หลายคนริเริ่มนำความคิดใหม่ๆ มาปฏิบัติ แม้ว่าบางคนจะตกเป็นเป้าการโจมตีของพรรค แต่สุดท้ายแล้วทั้งพรรคและรัฐบาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ซึ่งนำไปสู่นโยบายโด่ย เหม่ย เพื่อเปิดประเทศรับการค้าแบบเสรี และผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ แก่ประชาชนและบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม รวมทั้งการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย

 20 ปีของนโยบายโด่ย เหม่ย ทำให้เวียดนามรุดหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ อุตสาหกรรม การส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สิ่งทอ ข้าว และสินค้าเกษตร รวมทั้งการท่องเที่ยว และที่สำคัญได้แก่การเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ในปี 2538 และสมาชิกองค์การการค้าโลก   (ดับเบิลยูทีโอ) ในปี 2549 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของนโยบายโด่ย เหม่ย

 ตอนนี้เรามาดูกันว่าแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมช่วงปี 2549-2553 ของเวียดนามบรรลุผลเช่นไร ในเรื่องแรกเวียดนามตั้งเป้าหมายให้จีดีพีเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 8 หรือ 94-98 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2553 ซึ่งปรากฏว่า 6 เดือนแรกของปีนี้ จีดีพีของเวียดนามอยู่ที่ร้อยละ 6.16 เนื่องจากภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 เรื่องที่สอง เวียดนามมีความตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยมเพื่อเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและทันสมัย ในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ในข้อนี้ ปัจจุบันเวียดนามมีหนี้ต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 27.9 พันล้านดอลลาร์ หรือในราว 39 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี มีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 19.9 อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีข้อได้เปรียบอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ในเรื่องค่าแรงงานที่ยังต่ำอยู่ รวมทั้งความมั่นคงทางการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

 เรื่องที่สาม เวียดนามเร่งรัดพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งการปรับปรุงคุณภาพของการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กับผลักดันให้เกิดธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้น ในประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะขณะนี้ เวียดนามมีประชากรที่อายุต่ำกว่า 20 ปี อยู่ประมาณ 36 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต แต่การพัฒนาคนและคุณภาพชีวิตก็คงเป็นงานใหญ่ของรัฐบาลเวียดนาม

 ทั้งหมดเป็นภาพร่างและภาพจริงของเวียดนามในปัจจุบันอย่างคร่าวๆ แต่ถ้าจะดูให้ชัดๆ คงต้องรอดูกันในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าครับ