
เปิดใจ2ศิษย์ก้นกุฏิ โจทก์ใหญ่"จารุวรรณ"
ปัญหาวุ่นๆ ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ด้วยเหตุที่ "คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา" ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ แม้ว่ากฤษฎีกาและผู้ตรวจการแผ่นดินชี้ว่าต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. เพราะอายุครบ 65 ปี ...จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง
และเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็มี 2 ตัวละครสำคัญ คือ "พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส" รักษาการผู้ว่าการ สตง.และ "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ส.ว.จอมสอย ทั้งสองนับว่าเป็น "ศิษย์ก้นกุฏิ" ของ "จารุวรรณ" แต่กลับออกมาร่วมกันรุกไล่ "คุณหญิงเป็ด" ชนิดเกาะติดไม่ปล่อยให้พ้นจากตำแหน่งให้ได้
# "พิศิษฐ์ " - "เรืองไกร" คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ?
# มี "เจตนาแฝงเร้น" หรือไม่ ?
# ถูกตราหน้า "เนรคุณ" ว่าอย่างไร ?
# วันนี้กับคุณหญิงจารุวรรณรู้สึกอย่างไร
พิศิษฐ์ : เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งส่วนตัวแต่เป็นเรื่องมุมมองที่ต่างกัน ผมได้รับมอบหมายให้รักษาราชการ ดังนั้นถ้ามีระเบียบก็ต้องปฏิบัติ และในกรณีนี้ก็มีกฤษฎีกาตีความชัดเจน ผมก็ต้องทำตามกฎหมาย ส่วนคุณหญิงจารุวรรณจะเห็นแตกต่างอย่างไรก็เป็นเรื่องความเห็น แต่ยังยืนยันว่าทุกคนก็ยังเคารพนับถือท่าน แต่เราไม่อาจใช้ความเคารพที่มีต่อท่านโดยการไม่ทำตามระเบียบกฎหมาย เพระหากเป็นเช่นนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องการเคารพ ตรงข้ามยังจะเป็นการทำร้ายท่าน เพราะถ้าให้ท่านทำงานต่อไปโดยที่ไม่มีหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามก็จะเป็นการทำผิดไปด้วย
# เหตุใดจึงเชื่อมั่นการตีความของกฤษฎีกาจนออกมายืนยันต่อสู้
พิศิษฐ์ : กฤษฎีกาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตีความกฎหมายและเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับ ซึ่งการสอบถามไปทางกฤษฎีกานั้น คุณหญิงจารุวรรณก็ทำหนังสือด้วยตัวเอง ไปถึงนายกฯ ให้นำเข้าเพื่อหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา หาก สตง.ไม่นับถือกฤษฎีกาจะหารือไปทำไม หรือเป็นเพราะคำตอบไม่ถูกใจจึงไม่ปฏิบัติ ผมก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของท่านว่าเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวแล้วยึดว่าเราเป็นผู้หารือและเมื่อได้รับคำตอบจะบอกว่าไม่ผูกพันได้อย่างไร
# หลายฝ่ายมองว่า "เนรคุณ" ต่อคุณหญิงจารุวรรณ
พิศิษฐ์ : เราเป็นข้าราชการกินเงินเดือนประชาชน เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นความสำคัญก็ได้รับตำแหน่ง เราทำงานหนักมาโดยตลอด ส่วนการที่จะมองว่าเป็น "เด็กสร้าง" ของใคร ผมก็รับราชการก็สอบบรรจุ ทำงานผ่านร้อนผ่านหนาว เมื่อวันหนึ่งถึงเวลาเติบโตก็เป็นธรรมดา ผมทำงานมาตั้งแต่เป็นซีสอง และวันนี้อีกสองปีจะเกษียณ ก็ไม่ได้เร็วอะไรและมาตามสายงานปกติ ถ้าผมไม่ทำงานจะได้ตำแหน่งมาหรือ
เราไม่ได้ "เนรคุณ" ทำร้ายท่าน ท่านก็เป็นคุณหญิงคนเดิม แต่กฎหมายระบุว่าท่านปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการ สตง. ต่อไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ตัวบุคคลก็มีบุญคุณ แต่เราก็ต้องทดแทนด้วยสิ่งอื่น เพราะไม่สามารถทดแทนด้วยการทำผิดกฎหมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจไม่ยาก วันนี้ผมก็ยังเคารพคุณหญิง แต่อย่าให้ถึงขนาดต้องสละหน้าที่เพื่อตอบแทนท่านเลย
# มีผู้กล่าวหาว่า วันนี้ที่ออกมาต่อสู้เพราะมีความสนิทกับนักการเมืองกลุ่มคุณเนวิน และที่คุณหญิงจารุวรรณต้องนั่งอยู่ก็เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศ
พิศิษฐ์ : ผมไม่ทราบว่าที่พูดมาจากไหน แต่ยืนยันว่าผมเป็นข้าราชการที่ไต่เต้าขึ้นมา ก็เป็นประชาชนคนธรรมดาไม่ได้มีอิทธิพลหรือบารมี เรายึดถือความเป็นอิสระเป็นกลางไม่ได้คลุกคลีหรือเกี่ยวข้องกับนักการเมือง เพราะหากเราสนิทคงมีโอกาสเป็น "วอลล์เปเปอร์" ไปบ้าง ส่วนคุณเนวินนั้นผมก็ไม่เคยรู้จักเลย และไม่เคยใกล้ในรัศมีที่จะพูดคุยกันได้ หรือนักการเมืองคนอื่นก็ไม่ได้สนิทสนมส่วนตัว เพราะได้เจอกันในงานเท่านั้น และส่วนที่กล่าวหาว่ารับเงินนั้นก็ขอยืนยันว่าไม่มี เพราะวันนี้บ้านผมยังอยู่ที่สลัมอยู่เลย
# หลังจากจบเรื่องจะมีการตรวจสอบภายในสตง.หรือไม่
พิศิษฐ์ : เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ร่องรอยความเสียหายหรืออะไรก็จะปรากฏออกมา และเพื่อแสดงถึงความโปร่งใส ล่าสุดผมได้ทำหนังสือเรียนนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ทั้งสามร่วมประชุมและแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีการเงิน มาตรวจสอบภายใน สตง. ตามที่กฎหมายตรวจเงินแผ่นดินมาตรา 59 กำหนดไว้เพื่อเป็นการตรวจสอบกันเองตามหลักการ
# การตรวจสอบและยื่นร้องเรียนเรื่องต่างๆ ยึดหลักอะไร
เรืองไกร : จุดยืนในการทำงานของผมคือการตรวจสอบ ผมเน้นเรื่องนี้มาก เพราะได้ติดตามงานการเมืองมาเกินสิบปี และเห็นว่ารูปแบบการตรวจสอบนักการเมืองที่ผ่านมาคือ พออยู่ฝ่ายตรงข้ามก็กล่าวหากัน พอจับมือก็ลืมไม่มีการใช้ระบบตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ผมก็พยายามทำ
# มาวันนี้เปลี่ยนจุดยืนหรือไม่ เพราะหันมาตรวจสอบคนในรัฐบาลนี้แต่ไม่ตรวจสอบฝ่ายค้าน
เรืองไกร : สมัยก่อนที่ผมร้องพรรคเพื่อไทยเพราะตอนนั้นเขาเป็นรัฐบาล วันนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นฝ่ายค้าน แต่วันนี้เมื่อกลับมาเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรี ท่านเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ดังนั้นเป็นหน้าที่ที่ประชาชนเขาจะตรวจสอบ เพราะมีอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษและใช้อำนาจของรัฐ มันไม่ใช่เรื่องเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง แต่อยู่ที่ว่า ณ วันนั้นใครอยู่บนเวที ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่เป็นรัฐบาล ผมจะไปตรวจเรื่องอะไร
# หากไม่เปลี่ยนจุดยืนเหตุใดไปเข้าร่วมกับเวทีของคนเสื้อแดง
เรืองไกร : หลายคนอาจมองว่าผมไปอยู่ในฝั่งที่เขาไม่ชอบ แต่ทุกครั้งที่มีการติดต่อมา ผมต้องถามก่อน และที่ผมไปก็ไม่ใช่เวทีปราศรัย แต่เป็นที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ แต่จะถูกมองว่าเป็นอีกฝั่งหรือ ก็ไม่มีปัญหา
# เรื่องการออกมาตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณ เป็นอย่างไร
เรืองไกร : ที่มาตรวจไม่ใช่เพราะไม่ชอบคุณหญิงจารุวรรณ แต่มองว่านี่เป็นปัญหาส่วนรวม นายสุเมธ อุปนิสากร อดีต กกต. เมื่ออายุครบก็ออกเช่นเดียวกับ นางสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีต ป.ป.ช.ก็ออก แต่กรณีของคุณทำไมไม่ออก ขนาดกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นอย่างนี้ ใครๆ ก็พูดอย่างนี้ หมายความว่าทุกคนไม่ชอบคุณหญิงกันหมดหรือ
การที่คุณหญิงไม่ยอมรับเราก็สงสัยว่าคุณหญิงมีปัญหาอะไรใน สตง.หรือเปล่าถึงลุกไม่ได้ เพราะนี่คือหลักการตรวจสอบ เราต่างก็เป็นผู้สอบบัญชี รู้กันดีว่าคนที่ทำงานดีที่สุด ไม่เคยลุกจากตำแหน่ง ไม่เคยลาพักร้อน เราต้องสงสัยไว้ก่อนว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ กลัวอะไรจะโผล่หรือไม่ ขนาดคนที่ทำหน้าที่ประจำเรายังกำหนดให้ต้องลาพักร้อน แต่ไม่ได้ต้องการพัก เพียงแต่เราต้องการให้มีคนมา "ดับเบิลเช็ก" ว่าทุกอย่างยังอยู่ในระบบหรือไม่ ถามคุณหญิงว่าจะยังไม่ลุกก็ได้ แต่เว้นวรรคก่อนได้ไหม
# ถูกมองว่าเป็นเด็กคุณหญิงจารุวรรณ และมีบุญคุณกันมา แต่มาเนรคุณ
เรืองไกร : ผมเป็นที่ปรึกษาของคุณหญิงจารุวรรณ แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยทุกเรื่อง บางเรื่องผมก็เห็นแย้ง และผมก็ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส เพียงแต่เราเห็นคนละมุมกับคุณหญิง การที่ได้ตำแหน่ง ส.ว.มาคุณหญิงจารุวรรณก็ไม่ได้สรรหาผมเพียงคนเดียว เพราะท่านก็เป็นหนึ่งในเจ็ด หากพูดอย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการดูถูกกรรมการสรรหาคนอื่น ผมก็ไม่เคยไปขอคะแนนใคร แต่ที่จำได้ในการสรรหา ส.ว. ผมได้สี่ในเจ็ด แปลว่ามีอีกสามคนที่เห็นด้วยและถามว่าท่านมีบุญคุณอะไรกับผม เคยแต่งตั้งอะไรผมไหม การให้เป็นที่ปรึกษาอาจจะเป็นบุญคุณที่ทำให้ผมมีความรู้ แต่เมื่อไม่เห็นด้วยก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ เรื่องนี้จะบอกว่าเนรคุณก็ไม่ใช่
** อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ**



