
'มาร์ค'ขอบคุณคนไทยในจีนที่ห่วงปท.ไทย
"อภิสิทธิ์"พร้อมคณะร่วมงานวันศาลาไทยในงานเวิลด์เอ็กโซเซี่ยงไฮ้ รองประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีนชมศาลาไทยเสนอความเป็นประเทศไทยที่มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ด้วยกันอย่างปรองดอง หวังจะสร้างโอกาสใหม่แก่จีนและไทยขยายความร่วมมือที่มุ่งปฏิบัติได้จริงให้ลงลึกยิ
ผู้สื่อข่าวซีอาร์ไอ(http://thai.cri.cn) รายงานจากศูนย์เวิลด์เอ็กซ์โปที่นครเซี่ยงไฮ้ว่า วานนี้(5ก.ย.) เป็นวันศาลาไทยในงานเวิลด์เอ็กโซเซี่ยงไฮ้ โอกาสนี้ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองวันศาลาไทยที่ศูนย์เวิลด์ เอ็กซ์โปเซี่ยงไฮ้ โดยนายหลี่ เจ้าจัว รองประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีนและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยได้ร่วมงานครั้งนี้
นายหลี่ เจ้าจัว ในนามรัฐบาลจีนและคณะกรรมการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โปเซี่ยงไฮ้ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อวันศาลาไทยว่า
"ศาลาไทยใช้ระบบการแสดงแสงสีเสียงที่ล้ำยุค นำเสนอความเป็นประเทศไทยที่มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ด้วยกันอย่างปรองดอง ความเป็นสังคมที่ทุกชนเผ่า ทุกศาสนา และทุกวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกัน รวมถึงจิตใจที่มุ่งแสวงหาความก้าวหน้า มองโลกในแง่ดีและเปิดกว้าง ทำให้เราสัมผัสถึงประชาชนไทยที่มีความเข้าใจของตนเองต่ออารยธรรมแห่งเมือง"
นายหลี่ เจ้าจัว ยังได้กล่าวว่า "เราได้สัมผัสด้วยความปิติยินดีว่า ความสัมพันธ์จีนไทยที่มีประวัติเก่าแก่มานับพันปี กำลังพัฒนาอย่างคึกคักและมีชีวิตชีวาอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า งานเวิลด์ เอ็กซ์โป เซี่ยงไฮ้จะสร้างโอกาสใหม่แก่จีนและไทยในการขยายความร่วมมือที่มุ่งปฏิบัติได้จริงให้ลงลึกยิ่งขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้มากขึ้น"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวสุนทรพจน์ว่า "มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานฉลองวันชาติไทย หรือ National Day ในครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยในการแสดงออกถึงสถานภาพของประเทศไทยบนเวทีระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางเอกลักษณ์ วัฒนธรรมอันงดงามของชาติไทย อันจะนำมาซึ่งภาพลักษณ์อันดี ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างประเทศในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นการทำให้ชาวโลกหันกลับมามองประเทศไทยว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม และนอกเหนือไปกว่านั้น นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ อันจะส่งผลในแง่บวกแก่ประเทศไทยนานับประการ"
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "รู้สึกภูมิใจที่ได้รับทราบว่า อาคารศาลาไทย หรือ Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2010ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เห็นได้จากการที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าชมอาคารไปแล้วจำนวน 4,452,777 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2553)"
ต่อจากนั้น มีการจัดแสดงโดยคณะนาฏศิลป์ไทยในชุดกินรีพรานบุญ ให้ผู้ร่วมงานได้รื่นรมย์กับศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมชมศาลาไทย ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการนำเสนอ "ประเทศไทย" และแสดง "ความเป็นไทย" ให้นานาประเทศได้รู้จัก ทั้งนี้ ศาลาไทยได้แบ่งการแสดงนิทรรศการออกเป็น 3 ห้อง ห้องแรกเป็นการแสดง "จากต้นสายแหล่งกำเนิด" จะเป็นการเล่าเรื่องผ่านสายน้ำที่สื่อถึงเรื่องราวหลากหลายของวิถีชีวิตคน ไทยจากทั่วทุกภาคของประเทศ ผ่านจอ LED 4 ด้าน และจอภาพใต้น้ำ
ส่วนห้องที่ 2 "เกิดร้อยพันหลายวิถี" เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย พัฒนาการของบ้านเมืองไทย เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความสัมพันธ์อันยาวนานของไทย-จีน โดยมีตัวแทนหุ่นยนต์ยักษ์ไทยชื่ออินทรชิต ยักษ์จีนชื่อ ลั่นถัน และน้องไท ซึ่งเป็นมาสคอตของอาคารศาลาไทยเป็น ผู้เล่าเรื่อง และสุดท้ายห้องที่ 3 "หลอมรวมชีวีสู่วิถีความเป็นไทย" นำเสนอเรื่องราวความเป็นไทยที่อยู่บนวิถีแห่งความพอเพียง โดยนำเสนอด้วยเทคนิคเสมือนจริง 4 มิติ ที่ผู้เข้าชมจะได้รับอรรถรสของภาพ กลิ่น เสียง และสัมผัส
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปยังศาลาเยอรมนี โดยจุดเด่นของศาลาดังกล่าวเน้นแสดงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่นำมาปรับใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ต่อจากนั้นไปเยี่ยมชม ศาลาเวียดนาม ซึ่งมีการแสดงหุ่นกระบอกน้ำประกอบเพลง ต่อจากนั้นไปยังศาลา CISCO เพื่อออกรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ทางช่อง 3
ทั้งนี้ ในช่วงเย็น เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีและคณะ ไปยัง Red Hall, Expo Center Auditorium เพื่อชมการแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุดพิเศษเนื่องในวันชาติของไทย ในมหกรรมเอ็กซ์โป โลก โดยจะมีการแสดงบนเวทีกลาง ชุด Colors of Thainess ซึ่งมีการแสดงย่อย 5 ชุด โดยได้นำนักร้อง นักแสดง จากประเทศไทยมาทั้งหมดกว่า 120 คน อาทิ ชิน ชินวุฒิ กอล์ฟ ไมค์ และมีการแสดงดนตรีจาก วี ทรีโอ้ ที่จะเล่นเพลงไทยผสมสากล
ต่อเวลา 18.00 น.- 19.00 น. นายอภิสิทธิ์ร่วมงานเลี้ยงรับรองและพบปะกับข้าราชการ นักธุรกิจ และนักเรียนไทย ที่พำนักอยู่ในนครเซี่ยงไฮ้ โดยมีนายพิรุณ ลายสมิต กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ กล่าวให้การต้อนรับ และแสดงความยินดี ที่นายกรัฐมนตรีได้มาเยือนนครเซี่ยงไฮ้ ในปัจจุบันมีคนไทยกว่า 1,000 คน พำนักอาศัยอยู่ในนครเซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ นักเรียนนักศึกษา ฯลฯ
ด้านนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า การมาเยือนนครเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ เป็นการเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมงานเอ็กซ์โป ปี 2010 และเข้าร่วมพิธีเปิดงานวันชาติไทย รวมทั้งมีกำหนดการเยี่ยมชมศาลาไทย ซึ่งขณะนี้ทราบมาว่า มีคนกว่า 4 ล้านคนที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมศาลาไทยแห่งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในศาลาที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุด โดยในงานครั้งนี้มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ ด้วยเหตุนี้ ศาลาไทยจึงเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ได้เป็นอย่างดี
นายกรัฐมนตรียังคาดหวังที่จะมีเวลาอยู่ในเซี่ยงไฮ้ได้นานกว่านี้ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเยี่ยมชมงานเอ็กซ์โปในส่วนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง แต่เนื่องจากมีงานต่างๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ จึงทำให้ไม่สามารถอยู่นานกว่านี้ได้ สำหรับการมาเยือนครั้งนี้ ประเทศไทยก็อยากที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานเอ็กซ์โปในอีก 10 ปีข้างหน้า คือ ปี 2020 อย่างไรก็ตามจะต้องรอการเสนอตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งขณะนี้ได้มีการไปศึกษาจังหวัดที่มีความเป็นไปได้ที่จะจัดงานเอ็กซ์โป ได้แก่ เชียงใหม่ อยุธยา และ ชลบุรี โดยการจะเป็นเจ้าภาพงานเอ็กซ์โป จะทำให้ประเทศไทยได้มีโอกาสพัฒนาและเผยแพร่ภาพลักษณ์ของไทยสู่ประชาคมโลก
ไ
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงประเทศจีน ว่าขณะนี้มีความเติบโต โดยมีการส่งออกอันดับ 1 ของโลก และเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นอันดับ 2 ของโลก และจีนเองก็มีบทบาทอย่างมากในเอเชีย สำหรับทางด้านความสัมพันธ์ ไทย-จีน ก็ถือว่ามีการพัฒนามาด้วยดี และถือได้ว่าจีนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทย และเศรษฐกิจของเอเชีย ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคาดหวังที่จะให้จีน มีการขยายการลงทุนกับไทยมากยิ่งขึ้น และหากในปลายปี มีโอกาสมาเยือนจีน ก็จะได้มาหารือในประเด็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านรถไฟกับจีนอีกครั้ง
สำหรับความสัมพันธ์ไทย-จีน ในปีนี้ก็ถือเป็นปีครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ ไทย-จีน 35 ปี แต่ไทยและจีน ต่างมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่สืบย้อนไปได้ไกลกว่านั้น และคนไทยส่วนใหญ่เอง ก็มีเชื้อสายจีน ซึ่งการพัฒนาความสัมพันธ์กับจีน ก็จะเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับอาเซียนไปในเวลาเดียวกัน
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวว่า คนไทยในจีนนั้น เปรียบเสมือนหน้าต่างของประเทศ ที่จะช่วยสรางภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายได้ไปเดินชมห้างสรรพสินค้าที่เป็นการลงทุนโดยคนไทย ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และหวังว่าในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ประเทศไทยได้มีการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยใน 6 เดือนแรก เติบโตสูงถึง 10.6 % และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยปีนี้ อาจจะเติบโตได้ที่ 7 %
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงแนวนโยบายของรัฐบาล เช่น หลักประกันสำหรับเกษตรกร และแนวทางของรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนทุกฝ่าย และแผนการสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้รับความสนับสนุนด้วยดีจากหลายๆ ฝ่าย ทั้งนายอานันท์ ปันยารชุน นายแพทย์ประเวศ วะสี นายคณิต ณ นคร รวมทั้ง นักวิชาการ และ เครือข่ายต่างๆ และนายกรัฐมนตรียังได้ขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวไทยในที่พำนักอยู่ในประเทศจีน โดยเฉพาะนครเซี่ยงไฮ้ ที่ได้แสดงความห่วงใยต่อประเทศไทย และได้แสดงความสนับสนุน เสนอแนะแนวทางต่างๆ ซึ่งถือเป็นการแสดงความสนับสนุนในความรักต่อประเทศไทยได้เป็นอย่างดี



